Sunday, October 19, 2014

เที่ยวแบบหนีพายุหิมะที่ญี่ปุ่น


















อรุณสวัสดิ์ค่ะทุกท่าน
วันนี้อากาศแจ่มใส พระอาทิตย์ขึ้นช้ากว่าปกติเล็กน้อย
แต่หมอกบางๆในบางพื้นที่ของกรุงเทพ(โดยเฉพาะชาญเมือง)
ก็ทำให้เรารับรู้ถึงหน้าหนาวแบบจางๆได้แล้วนะคะ

ด้วยความที่ผู้เขียนเป็นคนเชียงใหม่
และตอนนี้...ที่บ้านหนาวแล้วค่ะ ^^
พูดถึงอากาศ เพราะวันนี้เราจะมาพูดถึงสภาพอากาศ
ที่เราไม่ค่อยจะได้เห็นกันบ้างนะคะ

โดยปกติแล้ว ผู้เขียนก็เคยตกอยู่ในสภาพอากาศ
หรือ ภัยธรรมชาติมาไม่มากก็น้อย
อาทิ แผ่นดินไหว(ที่โรงเรียนมีซ้อมแผ่นดินไหวด้วยนะคะ ^^)
น้ำท่วม ลูกเห็บตก น้ำป่าไหลหลาก และพายุหิมะค่ะ

















และในวันนี้เราจะมาพูดถึง "พายุหิมะ" กัน!
ยังไงก็ตามผู้เขียนเองถึงแม้จะอยู่ในเหตุการณ์แต่ไม่ถึงขั้นเป็นผู้ประสบภัยนะคะ
เราเจอพายุ หรืออาจจะไม่ใช่? แต่คิดว่าใช่นะ

หลายท่านคงจะพอทราบกันบ้างแล้ว
เรื่องพายุหิมะที่ถล่มญี่ปุ่น เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2014 ที่ผ่านมา
และถือว่าโชคดีมากที่ไมไ่ด้ติดแหงกอยู่ในเมืองที่ถูกตัดขาดการสื่อสาร

เพราะไม่ว่าเราจะไปเที่ยวที่ไหนก็มักจะเป็นช่วงที่หิมะหยุดตกไปแล้ว
หรือว่ากำลังตกไล่ตามหลังมาตลอด
เที่ยวรวมแล้ว 9 วัน เจอหิมะจังๆ แค่ 1วันเท่านั้น
แต่ว่าการเที่ยวหลังจากพายุลงก็ไม่น่าอภิรมณ์เท่าไหร่นักนะ


และจะว่าโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่นะ
เมื่อต้องติดอยู่ในชินกังเซน มากกว่า 5 ชม. จาก โตเกียว-โอซาก้า
แต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้เห็นผลของพายุหิมะ
ไร่นา- สวน ทุกหย่อมหญ้าที่ไม่ได้อยู่ในบริเวณโรงเพาะชำ
ไร่ชาเอย นาข้าวเอย ก็กลายเป็นสีขาว
บางพื้นที่ก็มีเจ้าของไร่ออกมาทำความสะอาดหิมะ

ถ้าเป็นเราเอง เห็นแล้วคงท้อ รู้สึกไม่ต่างจาก
น้ำท่วมหรือว่าภัยแล้งบ้านเราเลย การจลาจรติดขัด
รถทุกคันโดนหิมะทับจนไม่เห็นสีรถ












บางครั้งหิมะก็ดูสวยงาม แต่สิ่งที่มาพร้อมความสวยงามก็ไม่ได้น่าพิศมัยอย่างที่เราเห็น
หลายๆสิ่งก็ไม่อาจจะบอกเล่าได้ ถ้าเราไม่ได้เจอด้วยตัวเอง
แต่ก็อยากแชร์ การท่องเที่ยวในวันที่ไม่เอื้ออำนวยหรือว่าในวันที่ทุกอย่างแตกต่างออกไป
เราอาจจะได้มุมมองใหม่ๆเพิ่มขึ้น ^^

สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ






Friday, October 17, 2014

7 สิ่งมหัศจรรย์ ในการถือศีล 8 ตอนที่ 2/2

ห่างหายไปนานกับการอัพเดตบล๊อคนะคะ
วันนี้จะมาต่อเรื่องที่ค้างไว้ก่อนหน้านี้ให้เรียบร้อย
แล้วเราจะขึ้นหัวข้อใหม่กันนะคะ 

ว่าด้วยเรื่อง "7 สิ่งมหัศจรรย์ ในการถือศีล 8"
ที่เราดองเอาไว้ วันนี้จะมาต่อข้อที่ 4-7 นะคะ

4.เดินจงกลมแบบ High Speed
หลายท่านคงจะได้มีโอกาสในการนั่งจงกลมกันมาบ้าง ไม่มากก็น้อยนะคะ
"ยุบ หนอ พอง หนอ"..... เป็นเสียงที่ค่อนข้างจะหลอกหลอนเราได้มากทีเดียว

ในวันนี้เราอยากจะนำเสนอการเดินจงกลมที่หลายท่านคงจะพอใจ
เพราะว่าเป็นการเดินแบบ High Speed เร็วยิ่งกว่า 3G ของเมืองไทยซะอีก ><
แทนที่เราจะท่อง ยุบๆพองๆ อย่างที่เราคุ้นเคย ที่นี่เขาให้เรานับเป็นเลขแทนค่ะ
และจะเดินเร็วแค่ไหนก็ได้ มีข้อความบังคับเพียงไม่กี่ข้อ

1.เดินอย่างน้อย 5,000 ก้าว/ครั้ง
2.นัลผิดแม้แต่ก้าวเดียวต้องนับใหม่
ง่ายมั้ยคะ ในใจนี่หลั่นล๊าเลย
อย่าได้ใจไปเชียวค่ะ
มันยากมากกกก แต่สิ่งที่เราจะได้เรียนรู้นั้นมีมากกว่าที่คิด
ธรรมดาเราเดินเพื่อให้มีสมาธิ และใจเย็น
แต่คนส่วนใหญ่พอเจอความเยือกเย็นในการเดินแล้วก็ขยาดกันเป็นแถว

แน่นอนว่าต้องร้อนอยู่แล้ว เพราะยิ่งช้าเท่าไหร่ใจเราก็ยิ่งร้อนมากเท่านั้น
เพราะว่าใจเราถูกบังคับด้วยจังหวะ การบังคับใจจึงไม่คงอยู่นานนัก

แต่ถ้าท่านลองเดินแบบนับเลขดูนะคะ
กำหนดเท้า ซ้ายเป็นเลขคี่ และขวาเป็นเลขคู่
คราวนี้ ถ้านับเลขคี่เมื่อไหร่แล้วลงเท้าขวาละก็....ผิดค่ะ เริ่มใหม่ 555

สิ่งนี้แหละค่ะที่จะทำให้เราลืมเรื่องความเร็วไป เพราะเราจะมุ่งสมาธิไปที่ขามากกว่า
เรียกว่าเป็นการมุ่งสมาธิไปที่ใดที่หนึ่งอย่างแน่วแน่ก็ได้ค่ะ
ไม่ใช่การเดินเหม่อลอย แต่ต้องเพ่งสมาธิดีๆ
ขาต้องสำพันกับคำพูดที่เราเปล่งออกมา


ยิ่งเลขมากขึ้นหลักร้อยหลักพัน เราจะเดินช้าลงอย่างเป็นธรรมชาติ
เพราะไม่มีใครอยากนับผิดตอนที่นับได้ 4 พันขึ้นไปหรอกนะ
ตอนเดินนับเลขตัวเดียวเร็วยิ่งกว่าไล่ควาย
พอเริ่มหลกพันก็ช้ายิ่งกว่ายุบหรือพองนะคะ

แต่ไม่ได้คิดว่ามันช้า หรือเมื่อไหร่จะเสร็จนะคะ
เราคิดเพียงว่า ทุกอย่างถูกต้องทั้งการนับจำนวน
การก้าวขาและการเปล่งเสียงค่ะ

ข้อดีของการเดินแบบนี้คือ การเปลี่ยนแปลง "ตัวเอง" ด้วยตัวเองค่ะ
เพราะไม่มีใครมาบังคับเราให้เดินช้าหรือเร็ว
แต่เราจะเรียนรู้ว่าทำไมถึงต้องเดินช้าลง ทุกอย่างย่อมมีเหตุผลของมัน

เราได้สมาธิ การตั้งใจ ความอดทนและกระตระหนักรู้ค่ะ
เดินจงกลมแบบ High Speed ให้อะไรมากกว่าที่เราคิดนะคะ

เพราะรู้ว่าเร็วเป็นอย่างไร จึงรู้ว่าทำไมเราจึงต้องช้า
ล้านคำพูดพร่ำสอนไม่เท่าตระหนักด้วยตนเองค่ะ

5.นั่งสมาธิแบบเงียบ..เชียบ กลางสายลมและแสงจันทร์

สิ่งนี้เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ประทับใจค่ะ ด้วยบริเวณรอบๆพระธาตุเป็นลานโล่ง
และทำเลอยู่บนยอดเขา ล้อมรอบด้วยป่า เงยมองฟ้าเห็นพระจันทร์
รอบๆไม่มีแสงไฟ เพราะที่นี่เราจะไม่เปิดไฟตอนกลางคืนค่ะ
เวลาเดินทุกคนจะมีไฟฉายไว้ส่องนำทาง ประหยัดไฟและไม่รบกวนการนั่งสมาธิของคนอื่นค่ะ


เมื่อถึงเวลานั่งสมาธิ เราจะได้รับเบาะบางๆคนละผืนและนั่งตรงลานนั้นเลยค่ะ
สิ่งมหัศจรรย์ที่เราแทบจะหาไม่ได้ในชีวิตปกติคือ
เสียงของสายลมค่ะ ได้ยินจริงๆ เสียงสัตว์เล็กๆ ตามต้นไม้
ความเย็นชื่นใจ กลิ่นดิน และท้องฟ้าค่ะ

เพียงหลับตาลง สงบนิ่งก็เหมือนเป็นอีกโลหหนึ่งที่สงบมากๆ

วินาทีนั้นความตระหนักมันก็พุ่งเข้ามา
"รู้แล้วทำไมผุ้ที่แสวงหาความสงบจึงมักจะหลีกเร้น
เพื่อที่จะอยู่ในป่าลึกซ่อนตัวจากผู้คนและสังคมที่วุ่นวาย"


สิ่งที่เป็นเวลานั้นไม่ใช่ความสุข ความสบายหรือว่าทุกข์
แต่มัน "เงียบ...และว่างเปล่า" ความมหัศจรรย์ทางจิตใจ
ที่เราอยากระลึกถึงเสมอมาค่ะ

6. กุลสตรีไทยใจงาม >___<
คือด้วยบุคลิกของผู้เขียนไม่ใช่คนที่จะมานั่งพับเพียบเรียบร้อยๆได้เลย
แต่หลายๆอย่างก็หล่อหลอมเราได้ภายในเวลาในไม่กี่วัน

นั่งพับเพียบเรียบร้อยมากขึ้น...นั่งสวดมนต์และนั่งสมาธินาไนปหน่อย ^^
จากที่เดินแบบผุ้ชายก็เป็นสาวขึ้นมาทันได้ เพราะใส่ผ้าถุง
เดินเสียงไม่ดังด้วย กระมิดกระเมี้ยนมากเวลาเดิน อิ อิ

ยืน เดินคลานเข่า นั่งทุกสเต็บ...ราวกับผ้าพับไว้
กินข้าวช้าลงและไร้เสียง ทั้งการพูดคุย แม้แต่เสียงเคี้ยวยังไม่ค่อยได้ยิน

พูดเสียงเบาลงมากๆ (ปกติเป็นคนเสียงดังเพราะทำงานที่ต้องตะโกนบ่อยๆ)

ทั้งหมดที่บอกมานี่คือออกมากลายเป็นคนเรียบร้อยกว่าเดิมในทุกอิริยบถก็ว่าได้ค่ะ

7.ลดความอ้วนค่ะ >___<

หลังจากการกินมหาโหดที่เราต้องควบคุมการทานวันละสองมื้อ
ทำให้เราตระหนักถึงการกินเพื่ออยู่ มากกว่าการอยู่เพื่อกิน
หลังจากเรากลับมาจากวัด เรากินอาหารน้อยกว่าเดิมเหลือแค่ 1 ใน 3 ของปกติ
แต่ว่าสารอาหารทุกอย่างอยู่ครบนะ แค่คิดว่า กินไปทำไม่เยอะแยะ เดี๋ยวก็มื้อเที่ยงแล้ว
"การกินแค่พอหายหิว" จึงเป็นสิ่งที่เรายึดถือมาจนถึงตอนนี้
อีกอย่างกินมากไปก็ปวดท้อง ง่วงและขี้เกียจอีกตะหาก


เอาล่ะค่ะ มีหลักๆประมาณนี้ค่ะ สรุปว่าการเข้าวัดครั้งนี้ ดีทั้งต่อร่างกายและจิตใจมากๆค่ะ
ท่านใดสนใจจะลองบ้างก็ได้นะคะ รับรองว่าได้อะไรกลับบ้านแน่ๆค่ะ 
สำหรับวันนี้สวัสดีค่าา ^___^//