Thursday, November 6, 2014

อะไรที่แตกต่างสำหรับ "ชา"...ญี่ปุ่น

สวัสดีค่ะ

เช้านี้อากาศค่อนข้างดี แนะนำ
ออกมาเดินตอนเช้า ไม่เหนื่อย ไม่ร้อน
และดีต่อสุขภาพค่ะ

ว่ากันด้วยเรื่องสุขภาพแล้ว
จึงอยากแนะนำเรื่องชากันจ้า
ไทยเองก็มีชาหลายแบบ
และชาญี่ปุ่นเองก็มีให้เห็นกันตามมินิมาร์ท

โดยส่วนตัว ตอนนี้เราหันมาดื่มชา
แบบ non sugar แบบเต็มตัวแล้ว
เพราะสู้น้ำตาลในชาไม่ไหวแล้วจริงๆ
วันนี้เราจะพาไปชิมชาขวด
ที่ขายในมินิมาร์ทญี่ปุ่นกัน

ญี่ปุ่นก็มีชาขายในมินิมาร์ทแบบบ้านเราเลยค่ะ
แต่จะต่างกันที่รสชาติ แต่แตกต่างกัน
ตรงที่ว่าแทบจะไม่มีน้ำตาลเลย



爽健美茶(すっきりブレンド)












SOUKENBICHA
ผลิตโดย: Coca Cola

รสชาติ: เข้มนิดหนึ่ง ดื่มตอนเย็นๆ จะสดชื่นมาก
ดื่มตอนเย็นๆรสจะอ่อนลงพอดีกับการดื่ม  
กลิ่นหอม: กลิ่นคล้ายกาแฟคั่วผสมกลิ่นชาที่คั่ว
คล้ายกลิ่นฟางข้าวที่ตากแดด ให้ความรู้สึกถึงธรรมชาติดีค่ะ



からだ巡茶












KARADA MEGURICHA
ผลิตโดย: Coca Cola
เป็นอีก 1 ผลิตภัณฑ์จาก Coca Cola

รสชาติ: รสสมุนไพรโดดเด่นกว่าชามาก 
เวลาดื่มรู้สึกเหมือนน้ำสมุนไพรจีน
รสหวานแบบสมุนไพร เย็น และชุ่มคอ

กลิ่นหอม: กลิ่นสมุนไพรชัดเจน 
แต่ยังพอมีกลิ่นชาบ้างเล็กน้อย 
สำหรับคนที่ไม่ชอบ กลิ่นสมุนไพรคงขอผ่าน
 
アサヒ 十六茶
キリン生茶













ASAHI JUROKUCHA(ขวดหน้า)
ผลิตโดย: Asahi

รสชาติ: รสชาติดีทีเดียว ช่วงที่ลองชิมตัวนี้ดู 
เป็นช่วงที่กำลังโฆษณาพอดี 
รสใกล้เคียงกับ SOUKENBICHA(1) 
แต่รสอ่อนกว่านิดหน่อย หากทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้อง 
ของ Asahi จะพอดีกับการดื่ม 
แต่แบบแช่เย็นจะรสอ่อนลงเยอะ

กลิ่นหอม: กลิ่นเหมือนยืนอยู่กลางทุ่งข้าวสาลีอ่อน
กับแสงแดดยามเช้า มีความเย็นแบบน้ำค่างยอดข้าวนิดๆด้วย

KIRINNAMACHA(ขวดหลังฉลากเขียว)
ผลิตโดย: Kirin

รสชาติ:สีชาอ่อนกว่าขวดหน้า แต่ว่ารสชาติตรงข้าม
กับสีอ่อนๆ คือ ขมเลยค่ะ ยิ่งถ้าอุณหภูมิห้องนะ 
ขมปี๋เลย ตอนเย็นยังพอกินได้ รสชาติคล้าย 
อิโตเอ็นขวดเขียวอ่อนเมืองไทยค่ะ 
มีกลิ่นสดของชาติดคอด้วย

กลิ่นหอม: กลิ่นหอมอ่อนๆ รู้สึกถึงใบชาสีเขียวมากกว่าชาคั่ว 
จะคล้ายกินชาสดมากกว่าชาแห้งน่ะแหละค่ะ 
กลิ่นเหมือนรสชาติชาที่เก็บในวันที่ฝนตก 
 

午後の紅茶 レモンティー
KIRIN LEMON TEA
ผลิตโดย: Kirin

รสชาติ: ขอแหวกแนวมาชารสมะนาวบ้างนะคะ 
ตัวนี้เป็นชาเลมอน ไม่เปรี้ยวเหมือนบ้านเรา
จะออกแนวเปรี๊ยวแบบจืดๆ หวานหน่อยๆ 
รสชาติไม่เข้ม แต่ถือว่าหวานเลย 

สำหรับชาเลมอน เพราะของชามะนาว
ของ Lipton Japan จะหวานน้อยกว่า
กลิ่นเลม่อนอ่อนๆแต่ว่ายังคงความเป็นชาไว้ 
เวลาดื่มยังรู้สึกว่าเป็นชาที่ลอยเลมอนอะไรแบบนั้น

กลิ่นหอม: กลิ่นเหมือนเปลือกเลม่อนแช่เย็นที่ถูกหย่อนในชาร้อนค่ะ



おい~お茶

Oi- OCHA
ผลิตโดย: ITOEN

รสชาติ: ขวดสีเขียวอ่อนคิดว่าหลายท่านน่าจะรู้จักกันมาบ้าง
สำหรับขวดสีเขียวเข้มบ้านเราไม่มีขาย 
ขวดสีเขียวอ่อน ---->รสจืด กลมกล่อม หอมเหมือนชาร้อนแช่เย็น
ขวดสีเขียวเข้ม ----> เข้มจนขม รสชาติเหมือน ขวดสีเขียวอ่อนที่ขายที่ไทย

กลิ่นหอม:กลิ่นหอมเหมือนชาร้อนในหนาวหน้าค่ะ
แนะนำให้ลองเป็นแบบชาร้อนนะคะรสนี้ 

จะหอมมาก กลิ่นคล้ายชาที่เผาด้วยฟืนค่ะ 

สำหรับวันนี้ สวัสดีค่าาาา


Sunday, October 19, 2014

เที่ยวแบบหนีพายุหิมะที่ญี่ปุ่น


















อรุณสวัสดิ์ค่ะทุกท่าน
วันนี้อากาศแจ่มใส พระอาทิตย์ขึ้นช้ากว่าปกติเล็กน้อย
แต่หมอกบางๆในบางพื้นที่ของกรุงเทพ(โดยเฉพาะชาญเมือง)
ก็ทำให้เรารับรู้ถึงหน้าหนาวแบบจางๆได้แล้วนะคะ

ด้วยความที่ผู้เขียนเป็นคนเชียงใหม่
และตอนนี้...ที่บ้านหนาวแล้วค่ะ ^^
พูดถึงอากาศ เพราะวันนี้เราจะมาพูดถึงสภาพอากาศ
ที่เราไม่ค่อยจะได้เห็นกันบ้างนะคะ

โดยปกติแล้ว ผู้เขียนก็เคยตกอยู่ในสภาพอากาศ
หรือ ภัยธรรมชาติมาไม่มากก็น้อย
อาทิ แผ่นดินไหว(ที่โรงเรียนมีซ้อมแผ่นดินไหวด้วยนะคะ ^^)
น้ำท่วม ลูกเห็บตก น้ำป่าไหลหลาก และพายุหิมะค่ะ

















และในวันนี้เราจะมาพูดถึง "พายุหิมะ" กัน!
ยังไงก็ตามผู้เขียนเองถึงแม้จะอยู่ในเหตุการณ์แต่ไม่ถึงขั้นเป็นผู้ประสบภัยนะคะ
เราเจอพายุ หรืออาจจะไม่ใช่? แต่คิดว่าใช่นะ

หลายท่านคงจะพอทราบกันบ้างแล้ว
เรื่องพายุหิมะที่ถล่มญี่ปุ่น เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2014 ที่ผ่านมา
และถือว่าโชคดีมากที่ไมไ่ด้ติดแหงกอยู่ในเมืองที่ถูกตัดขาดการสื่อสาร

เพราะไม่ว่าเราจะไปเที่ยวที่ไหนก็มักจะเป็นช่วงที่หิมะหยุดตกไปแล้ว
หรือว่ากำลังตกไล่ตามหลังมาตลอด
เที่ยวรวมแล้ว 9 วัน เจอหิมะจังๆ แค่ 1วันเท่านั้น
แต่ว่าการเที่ยวหลังจากพายุลงก็ไม่น่าอภิรมณ์เท่าไหร่นักนะ


และจะว่าโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่นะ
เมื่อต้องติดอยู่ในชินกังเซน มากกว่า 5 ชม. จาก โตเกียว-โอซาก้า
แต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้เห็นผลของพายุหิมะ
ไร่นา- สวน ทุกหย่อมหญ้าที่ไม่ได้อยู่ในบริเวณโรงเพาะชำ
ไร่ชาเอย นาข้าวเอย ก็กลายเป็นสีขาว
บางพื้นที่ก็มีเจ้าของไร่ออกมาทำความสะอาดหิมะ

ถ้าเป็นเราเอง เห็นแล้วคงท้อ รู้สึกไม่ต่างจาก
น้ำท่วมหรือว่าภัยแล้งบ้านเราเลย การจลาจรติดขัด
รถทุกคันโดนหิมะทับจนไม่เห็นสีรถ












บางครั้งหิมะก็ดูสวยงาม แต่สิ่งที่มาพร้อมความสวยงามก็ไม่ได้น่าพิศมัยอย่างที่เราเห็น
หลายๆสิ่งก็ไม่อาจจะบอกเล่าได้ ถ้าเราไม่ได้เจอด้วยตัวเอง
แต่ก็อยากแชร์ การท่องเที่ยวในวันที่ไม่เอื้ออำนวยหรือว่าในวันที่ทุกอย่างแตกต่างออกไป
เราอาจจะได้มุมมองใหม่ๆเพิ่มขึ้น ^^

สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ






Friday, October 17, 2014

7 สิ่งมหัศจรรย์ ในการถือศีล 8 ตอนที่ 2/2

ห่างหายไปนานกับการอัพเดตบล๊อคนะคะ
วันนี้จะมาต่อเรื่องที่ค้างไว้ก่อนหน้านี้ให้เรียบร้อย
แล้วเราจะขึ้นหัวข้อใหม่กันนะคะ 

ว่าด้วยเรื่อง "7 สิ่งมหัศจรรย์ ในการถือศีล 8"
ที่เราดองเอาไว้ วันนี้จะมาต่อข้อที่ 4-7 นะคะ

4.เดินจงกลมแบบ High Speed
หลายท่านคงจะได้มีโอกาสในการนั่งจงกลมกันมาบ้าง ไม่มากก็น้อยนะคะ
"ยุบ หนอ พอง หนอ"..... เป็นเสียงที่ค่อนข้างจะหลอกหลอนเราได้มากทีเดียว

ในวันนี้เราอยากจะนำเสนอการเดินจงกลมที่หลายท่านคงจะพอใจ
เพราะว่าเป็นการเดินแบบ High Speed เร็วยิ่งกว่า 3G ของเมืองไทยซะอีก ><
แทนที่เราจะท่อง ยุบๆพองๆ อย่างที่เราคุ้นเคย ที่นี่เขาให้เรานับเป็นเลขแทนค่ะ
และจะเดินเร็วแค่ไหนก็ได้ มีข้อความบังคับเพียงไม่กี่ข้อ

1.เดินอย่างน้อย 5,000 ก้าว/ครั้ง
2.นัลผิดแม้แต่ก้าวเดียวต้องนับใหม่
ง่ายมั้ยคะ ในใจนี่หลั่นล๊าเลย
อย่าได้ใจไปเชียวค่ะ
มันยากมากกกก แต่สิ่งที่เราจะได้เรียนรู้นั้นมีมากกว่าที่คิด
ธรรมดาเราเดินเพื่อให้มีสมาธิ และใจเย็น
แต่คนส่วนใหญ่พอเจอความเยือกเย็นในการเดินแล้วก็ขยาดกันเป็นแถว

แน่นอนว่าต้องร้อนอยู่แล้ว เพราะยิ่งช้าเท่าไหร่ใจเราก็ยิ่งร้อนมากเท่านั้น
เพราะว่าใจเราถูกบังคับด้วยจังหวะ การบังคับใจจึงไม่คงอยู่นานนัก

แต่ถ้าท่านลองเดินแบบนับเลขดูนะคะ
กำหนดเท้า ซ้ายเป็นเลขคี่ และขวาเป็นเลขคู่
คราวนี้ ถ้านับเลขคี่เมื่อไหร่แล้วลงเท้าขวาละก็....ผิดค่ะ เริ่มใหม่ 555

สิ่งนี้แหละค่ะที่จะทำให้เราลืมเรื่องความเร็วไป เพราะเราจะมุ่งสมาธิไปที่ขามากกว่า
เรียกว่าเป็นการมุ่งสมาธิไปที่ใดที่หนึ่งอย่างแน่วแน่ก็ได้ค่ะ
ไม่ใช่การเดินเหม่อลอย แต่ต้องเพ่งสมาธิดีๆ
ขาต้องสำพันกับคำพูดที่เราเปล่งออกมา


ยิ่งเลขมากขึ้นหลักร้อยหลักพัน เราจะเดินช้าลงอย่างเป็นธรรมชาติ
เพราะไม่มีใครอยากนับผิดตอนที่นับได้ 4 พันขึ้นไปหรอกนะ
ตอนเดินนับเลขตัวเดียวเร็วยิ่งกว่าไล่ควาย
พอเริ่มหลกพันก็ช้ายิ่งกว่ายุบหรือพองนะคะ

แต่ไม่ได้คิดว่ามันช้า หรือเมื่อไหร่จะเสร็จนะคะ
เราคิดเพียงว่า ทุกอย่างถูกต้องทั้งการนับจำนวน
การก้าวขาและการเปล่งเสียงค่ะ

ข้อดีของการเดินแบบนี้คือ การเปลี่ยนแปลง "ตัวเอง" ด้วยตัวเองค่ะ
เพราะไม่มีใครมาบังคับเราให้เดินช้าหรือเร็ว
แต่เราจะเรียนรู้ว่าทำไมถึงต้องเดินช้าลง ทุกอย่างย่อมมีเหตุผลของมัน

เราได้สมาธิ การตั้งใจ ความอดทนและกระตระหนักรู้ค่ะ
เดินจงกลมแบบ High Speed ให้อะไรมากกว่าที่เราคิดนะคะ

เพราะรู้ว่าเร็วเป็นอย่างไร จึงรู้ว่าทำไมเราจึงต้องช้า
ล้านคำพูดพร่ำสอนไม่เท่าตระหนักด้วยตนเองค่ะ

5.นั่งสมาธิแบบเงียบ..เชียบ กลางสายลมและแสงจันทร์

สิ่งนี้เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ประทับใจค่ะ ด้วยบริเวณรอบๆพระธาตุเป็นลานโล่ง
และทำเลอยู่บนยอดเขา ล้อมรอบด้วยป่า เงยมองฟ้าเห็นพระจันทร์
รอบๆไม่มีแสงไฟ เพราะที่นี่เราจะไม่เปิดไฟตอนกลางคืนค่ะ
เวลาเดินทุกคนจะมีไฟฉายไว้ส่องนำทาง ประหยัดไฟและไม่รบกวนการนั่งสมาธิของคนอื่นค่ะ


เมื่อถึงเวลานั่งสมาธิ เราจะได้รับเบาะบางๆคนละผืนและนั่งตรงลานนั้นเลยค่ะ
สิ่งมหัศจรรย์ที่เราแทบจะหาไม่ได้ในชีวิตปกติคือ
เสียงของสายลมค่ะ ได้ยินจริงๆ เสียงสัตว์เล็กๆ ตามต้นไม้
ความเย็นชื่นใจ กลิ่นดิน และท้องฟ้าค่ะ

เพียงหลับตาลง สงบนิ่งก็เหมือนเป็นอีกโลหหนึ่งที่สงบมากๆ

วินาทีนั้นความตระหนักมันก็พุ่งเข้ามา
"รู้แล้วทำไมผุ้ที่แสวงหาความสงบจึงมักจะหลีกเร้น
เพื่อที่จะอยู่ในป่าลึกซ่อนตัวจากผู้คนและสังคมที่วุ่นวาย"


สิ่งที่เป็นเวลานั้นไม่ใช่ความสุข ความสบายหรือว่าทุกข์
แต่มัน "เงียบ...และว่างเปล่า" ความมหัศจรรย์ทางจิตใจ
ที่เราอยากระลึกถึงเสมอมาค่ะ

6. กุลสตรีไทยใจงาม >___<
คือด้วยบุคลิกของผู้เขียนไม่ใช่คนที่จะมานั่งพับเพียบเรียบร้อยๆได้เลย
แต่หลายๆอย่างก็หล่อหลอมเราได้ภายในเวลาในไม่กี่วัน

นั่งพับเพียบเรียบร้อยมากขึ้น...นั่งสวดมนต์และนั่งสมาธินาไนปหน่อย ^^
จากที่เดินแบบผุ้ชายก็เป็นสาวขึ้นมาทันได้ เพราะใส่ผ้าถุง
เดินเสียงไม่ดังด้วย กระมิดกระเมี้ยนมากเวลาเดิน อิ อิ

ยืน เดินคลานเข่า นั่งทุกสเต็บ...ราวกับผ้าพับไว้
กินข้าวช้าลงและไร้เสียง ทั้งการพูดคุย แม้แต่เสียงเคี้ยวยังไม่ค่อยได้ยิน

พูดเสียงเบาลงมากๆ (ปกติเป็นคนเสียงดังเพราะทำงานที่ต้องตะโกนบ่อยๆ)

ทั้งหมดที่บอกมานี่คือออกมากลายเป็นคนเรียบร้อยกว่าเดิมในทุกอิริยบถก็ว่าได้ค่ะ

7.ลดความอ้วนค่ะ >___<

หลังจากการกินมหาโหดที่เราต้องควบคุมการทานวันละสองมื้อ
ทำให้เราตระหนักถึงการกินเพื่ออยู่ มากกว่าการอยู่เพื่อกิน
หลังจากเรากลับมาจากวัด เรากินอาหารน้อยกว่าเดิมเหลือแค่ 1 ใน 3 ของปกติ
แต่ว่าสารอาหารทุกอย่างอยู่ครบนะ แค่คิดว่า กินไปทำไม่เยอะแยะ เดี๋ยวก็มื้อเที่ยงแล้ว
"การกินแค่พอหายหิว" จึงเป็นสิ่งที่เรายึดถือมาจนถึงตอนนี้
อีกอย่างกินมากไปก็ปวดท้อง ง่วงและขี้เกียจอีกตะหาก


เอาล่ะค่ะ มีหลักๆประมาณนี้ค่ะ สรุปว่าการเข้าวัดครั้งนี้ ดีทั้งต่อร่างกายและจิตใจมากๆค่ะ
ท่านใดสนใจจะลองบ้างก็ได้นะคะ รับรองว่าได้อะไรกลับบ้านแน่ๆค่ะ 
สำหรับวันนี้สวัสดีค่าา ^___^//


Monday, May 19, 2014

7 สิ่งมหัศจรรย์ ในการถือศีล 8 ตอนที่ 1/2



สวัสดีค่ะ ห่างหายไปนานกับการเขียนบล๊อค
ในที่สุดก็พ้นช่วงวุ่นวายไปแล้วในหลายๆเรื่อง
และสภาพจิตใจก็อยู่ในเกณฑ์ อารมณ์กริ่มๆได้ที่
วันนี้จึงออกมาเวิ่นกันต่อ


คราวก่อน มีการลงการปฎิบัติธรรมวันแรกไปแล้ว 
จริงๆก็อยากทำเป็น แต่ละวันจนถึงวัน ลาศีล
แต่ว่ามันนาน และดูเหมือนว่า
เราๆจะไม่ค่อยอยู่ในศีลกันได้นานๆ นัก ดูน่าเบื่อไปบ้าง
แต่เราก็อยากเขียนให้จบค่ะ ตอนนี้จึงรวบเป็นวันที่
2-7 เลยทีเดียว
รวมเอาเหตุการณ์ที่น่าจดจำเอาไว้ดีกว่า มาดูกันค่ะ
ขอเรียกว่า 7 สิ่งมหัศจรรย์ที่น่ารัก แล้วกันนะคะ


1.นาฬิกาปลุกที่ไม่ว่ามือถือจะล้ำขนาดไหนก็ไม่สามารถปลุกแบบนี้ได้
ที่วัดเรียกกันว่า “ระฆังกังวาล” ค่ะ
สมชื่อสุดๆ เพราะว่านอกจากจะดังแล้ว
สมัยก่อนเมื่อยังเด็กน้อยหอยสังฆ์จะได้ยินทุกเช้าและเย็น 
มันก็ไม่ดังเท่าไหร่หรอก แต่พอมันมาอยู่ข้างห้อง ที่อยู่บนยอดเขานี่สิ
ที่นี่มันจะดังทุกเช้าเวลา 4:00 นาฬิกาค่ะ เช้าไป๊ z Z

และไม่ว่าเส้นประสาทที่ถูกสั่งให้ลึกขนาดไหนมันก็ขุดขึ้นมาได้
แม้แต่คนขี้เซาอย่างเราที่เป็นเด็กดี ต้องนอนมากกว่า 8 ชม.ตลอด
(เคยนอนยาวประมาณ 20 ชม.) ยังต้องตื่นค่ะงานนี้
มันสั่นประสาทได้ดีจริงๆค่ะ งานนี้เราเคยคิดนะว่า
ถ้ามีผู้ป่วยที่เป็นเจ้าหญิงนิทรา อาจจะฟื้นเพราะมันก็เป็นได้
ดังนั้นคุณระฆังผู้น่ารัก ที่กังวาลตลอดเวลา 5 นาทีเต็มๆ 
จึงติดสอยห้อยตามแม้จะออกจากศีลด้วยค่ะ ^^





2. อย่างที่สองไม่ใช่สิ่งของ แต่เป็นการกระทำค่ะ
เราเรียกว่า  “การพิจารณาอาหาร”ค่ะ
ตอนแรกที่รู้ว่าต้องกินข้าวแค่สองมื้อ
เราจึงคำนวนการอัดเสบียงเต็มที่ค่ะ
เนื่องจากปติเป็นคนทานอาหารวันละ
 4-5 มื้อ ฮา..

วันที่ 1 เข้ารับศีลตอนเย็นไม่ได้ ทำศีลข้อนี้
แต่พอเช้าวันที่
2 คือ มื้อเช้าอัดเต็มสตรีม
แต่หลังจากนั้น ช่วงฟรีไทม์อ่านหนังสือเพลินไปเผลอหลับไปเลย
==
ตื่นมา
12.30 น. ฉะนั้น วันที่สองก็อดมื้อเพลไปโดยปริยาย


วันที่
3 ซัดมื้อเช้าแบบเต็มสตรีมค่ะ
ปละผลก็คือ.. ฉันท์มื้อเพลได้นิดเดียวก็จุกค่ะ
เพราะว่าวันนี้มีปัจเวกภัตตาหารเช้า
กว่าจะได้ฉันท์ก็ประมาณ
8-9 โมงเช้าค่ะ
มื้อเพลก็ซัดตอนอีก
15 นาทีจะเที่ยง เอาให้คุ้ม


และพอหลังจากนั้นเท่านั้นแหละ...ท้องอืด ไม่ย่อย ปวดท้อง
เพราะทานมากเกินไป ทานไม่เป็นเวลา
และนิสัยการกินผิดจากปกติวิสัย กระเพาะถามหาสิคะ จะบร้าตาย
สุดท้ายต้องยาธาตุเท่านั้น ณ เย็นวันนั้นก็ยังคงจุก
นอนแบบจุกๆจนถึงเช้าอีกวัน


วันที่
4 เปลี่ยนแผนแล้ว คือลดมื้อเช้า และเพิ่มมื้อเพลแทน
ลดนิดเดียวจริงๆ และตอนเช้า เวลาการปัจเวกก็ไม่เท่ากัน
บางครั้งจะได้ฉันท์ตอน เก้าโมง คราวนี้ เตรียมอย่างดี
คือทานให้พออิ่ม พอใกล้เที่ยงก็มีเพิ่มของหวานนิดหน่อย
ก็ยังพอมีอึดๆบ้าง เพราะมื้อเช้าและเพลห่างกันไม่กี่ ชั่วโมง


วันที่ 5 เราลดอาหารทั้งสองมื้อลงอีก
และเริ่มสังเกตว่าร่างกายเราต้องการอาหารน้อยลง
มื้อเช้า ทานแค่ให้พอหายอยาก ไม่ใช่ทานให้อิ่ม
เพราะเวลามันเดินเร็ว ทานให้พออยู่ท้อง
2-3 ชม.
และชั่งเวลานั้นก็ทำงาน ออกกำลังกายด้วยการเดินจงกลม
ให้อาหารมันย่อย พระท่านว่ากินน้อยไปก็ไม่อยู่ท้อง
กินมากไปก็ง่วง ทำให้เกียจคร้าน ฉะนั้นการพิจารณาอาหารจึงสำคัญ
คราวนี้ ช่วงเพลก็ไม่มีปัญหาเรย ท้องก็หายอืดแล้ว
ช่วงเย็นดื่มแต่น้ำ มันหิว แต่ทนได้ นอนก็นอนหลับ
เพราะสวดมนต์ก่อนนอน


2 วันสุดท้ายไม่ต้องพูดถึง เรื่องอาหาร ไม่มีปัญหาเลย
และเป็นที่มาของการเปลี่ยนนิสัยการกิน จากกินให้อิ่ม
กลายเป็นกินเพื่อให้หายอยาก กินเพื่อให้ร่างกายไม่อ่อนแอ
ปกติ กินข้าวมื้อละ
2 ชาม ทุกวันนี้ กินมื้อละ  1 ทัพพี
ฉะนั้นเราจึงยกให้เป็นเรื่องที่ 2 ของสิ่งมหัศจรยย์ค่ะ

















3.สิ่งมหัศจรรย์เรื่องที่ 3 เป็นการกระทำอีกแล้วค่ะ 
“ทางโลก ย่อมต่างจากทางธรรม”
เข้าใจวัดเส้าหลินทำไมชอบตั้งบนเขา
เข้าใจคนอยากละทางโลกที่หนีเข้าป่ากันเยอะแยะ


ไม่ใช่ว่าป่ามันสบายนะ แต่เพราะ มันอยู่เมืองมันยากต่างหาก
การอยู่ในบริเวณสาธารณะ ที่ไม่ใช่บริเวณที่มีผู้ปฏิบัติธรรมแบบเคร่งครัด

การอยู่ร่วมกันค่อนข้างลำบากมากจริงๆ
มีวันหนึ่งเราลงเขากลับไปบ้านเพื่อเอาเอกสารสำหรับการเรียนต่อค่ะ



และตอนกลับ คือเรามีแต่ชุดขาว และย่ามหนึ่งใบ อย่างคนถือศีล
แค่ก้าวขึ้นรถโดยสารสาธารณะ ก็แทบจะศีลแตก เพราะ ผู้ชายเต็มรถเบย
แถมจะให้เราไปนั่งกับผู้หญิง เขาก็ไม่ขยับให้ อาจจะเพราะเราไม่ใช่สมณะเพศเต็มตัว
แต่เราเคร่งศีลนะ ตอนนั้นอ่ะ เพราะมันมีรายละเอียดเรื่องกามเม
ที่รวมไปถึงการไม่แตะต้องผู้อื่นโดยไม่จำเป็นแม้แต่เพศเดียวกัน
ก็ไม่ควรนวดเฟ้นหั้นอะไรประมาณนั้น



ไอ้เรามันก็รู้อยู่แก่ใจ ก็พยายามทำตัวลีบที่สุด จนมาถึงที่บ้านได้
พอมาถึงก็เจอปัญหาใหญ่ตรงที่ว่า ปกติพ่อชอบเข้ามากอดหรือคลอเคลีย
ตามประสาพ่อ บ้าลูกสาวทั่วไป



เราเองก็ปากไวใจเร็ว ดันบอกว่า อย่าแตะต้องเรานะ เราอยู่ในศีล
แม้แต่แม่เองเราก็ไม่ค่อยเข้าไปอ้อน จนแม่แบบว่าตกใจ
พ่อเราก็งอนไปพักหนึ่ง เราก็ขอโทษก็อธิบายให้เขาเข้าใจ
แต่พอรู้เขาก็พยายามระวังมากขึ้น (ดูออกเลยว่าดูอึดอัดกันมาก)



อีกอย่างคือ แม่ถามว่าจะนอนมั้ย เราก็บอกซักงีบก็ได้
กำลังจำเข้าไปนอนห้องแม่เท่านั้นแหละ
ต้องเดินออกมาถามว่ามีฟูกมั้ย เรานอนเตียงไม่ได้
555
แม่เงิบเรย คราวนี้ ก็เข้าไม่ให้นอนที่นอนสูง นอกจากฟูกบางๆกันเจ็บหลัง



เรื่องนี้จึงเป็นอีกเรื่องที่เรารู้สึกว่า เออมันยากขนาดนี้เชียว
กับ ศีลแค่
8 ข้อเนี่ย ยกให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่น่ารักในใจเรา

หลังจากวันที่ออกจากศีลแล้ว
พอคุยกับแม่เล่นๆว่าเดี๋ยวบวชชีโกนหัวให้พ่อกับแม่ดีไม่
ทั้งสองคนตอบพร้อมกันแบบไม่ต้องคิด "ไม่ได้" 555




วันนี้จะว่ายาวก็ยาวมาก แต่จะพยายามจบให้ได้ในตอนหน้านะคะ
เหลืออีก
4 สิ่งมหัศจรรย์ที่น่ารัก ช่วยสนับสนุนกันต่อไปด้วยนะคะ
สำหรับวันนี้ ง่วงมากแล้ว ราตรีสวัสดิ์ พระคุ้มครองค่ะ
^^

Saturday, April 26, 2014

วิเวกครั้งแรกในชีวิตกับการศีล 8 (7 คืน 8วัน)มันช่างลำบากสำหรับคนทางโลกอย่างเราจริงๆ ^^



สวัสดีค่ะ ทุกท่าน
ช่วงนี้อากาศร้อนจนเกือบไม่สบายหลายรอบ
ทุกคนรักษาสุภาพกันด้วยนะคะ ไม่ว่าร้อนหรือเย็น
พยายามอยู่ในสภาวะในอากาศที่คงที่จะดีกว่าค่ะ


วันนี้มีเรื่องเล่าที่แปลกไปจากปกติสักเล็กน้อยค่ะ
ส่วนใหญ่เราจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับญี่ปุ่นใช่มั้ยคะ

แต่วันนี้จะเล่าเรื่องท่องเที่ยวในอีกแบบหนึ่งค่ะ
เที่ยวในไทยนี่แหละ ไม่อาจเรียกได้ว่าท่องเที่ยว
อย่างทั่วไปได้เต็มปากนัก
ขอเรียกว่า การได้ท่องเที่ยวทางจิตใจก็แล้วกันนะคะ
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า ปีนี้ เป็นปีชงของราศีที่เราเกิดพอดี
อาการอยากทำบุญจึงมีมากเป็นพิเศษ
แถมต่อมกตัญญูดูจะมีมากกว่าปกติ
เกิดความคิดอะไรไม่รู้ แถมประจวบเหมาะแถวบ้านที่เชียงใหม่ 












มีสำนักปฎิบัติธรรม เราจึงตัดสินใจ บวชพราหมณ์ เป็นเวลา 7 คืน 8 วัน
ณ สำนักปฎิบัติธรรมดอยเทพนรมิตร อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่

เป็นภูเขาลูกเล็กๆ ที่เขาถวายให้วัด เพื่อเป็นสำนักปฏิบัติธรรมโดยเฉพาะ
สถานที่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเมืองมากนัก แต่โดยรอบเป็นสวน
และหมู่บ้านเล็กๆล้อมรอบ อากาศดีและวิเวกเหมาะสำหรับการปฎิบัติธรรม

วันที่เราไปติดต่อ พบแม่ชีท่านหนึ่ง สอบถามเรียบร้อย
ท่านตอบแต่เพียงว่า แค่ชุดขาว แบบห่มสไบ
(เกิดมาไม่เคยใส่ผ้าถุงและสไบใช้ชีวิตประจำวัน) ==''
และอุปกรณ์การใช้ในชีวิตประจำวันก็เพียงพอ

และแล้วด้วยความสซื่อวันแรกเราก็ไปแต่ตัวจริงๆ
ถึงได้รู้ว่าคิดผิดเต็มๆ เพราะอุปกรณ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่
แปรงสีฟัน ยาสีฟัน
^^

วันที่หนึ่งของการปฎิบัติธรรมถือศีล
8
เราเข้าไปประมาณ บ่าย 4 โมงเย็น
ตามการแนะนำของ แม่ชีท่านหนึ่งที่เราติดต่อไว้เมื่อวาน
มารู้ทีหลังว่า ท่านชื่อ “ชีเร” เป็นแม่ชีที่ดูสำรวมมากท่านหนึ่ง

เมื่อมาถึงท่านก็พาเราเข้าที่พัก และถามว่าเราเอาอะไรมาบ้าง
ที่ออกจะงงเล็กน้อย คือ การที่เราขาดสิ่งสำคัญคือ ไฟฉาย ยากันยุง ผงซักฟอก
จริงๆ เพราะเราซื่อ(บื้อ) ด้วยความที่เรา
อาจจะเคยชินกับการพักนอกบ้าน
ส่วนใหญ่เราจะพกแค่ของส่วนตัวจริงๆ

ยอมรับเลยว่า เรานั้นยังเด็ก และคิดน้อยเกินไปจริงๆ
ชีเร พาเราเดินชมทั่วเขา แนะนำว่าต้องทำอะไรที่ไหน อย่างไรบ้าง
ที่เราได้เรียนรู้สิ่งแรกคือ เราต้องรู้จักรับผิดชอบตัวเอง
และไม่เบียดเบียนผู้อื่น ทีแรกเราคิดว่า อาจดูเห็นแก่ตัวนิดๆ
ที่อะไรก็ดูจะคิดถึงตัวเอง นี่คือความคิดจริงๆนะ เวลานั้น
เราจึงทำตามโดยมี่ขัดต่อใจเรามากที่สุด คือการ
ไม่เบียดเบียนหรือไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนก็พอล่ะมั๊ง

ชีเรได้แนะนำสำหรับตารางการทำกิจกรรมปฎิบัติกุศลในแต่ละวัน
4:00 AM สัญญาณระฆังเตรียมตัวทำวัตรเช้า(ให้เราเตรียมตัวและเข้าไปรอในพระธาตุ)
4:30 AM ทำวัตรเช้า
7:30 AM ร่วมถวายภัตตาหาร
3:00 PM ทำความสะอาดบริเวณพระธาตุ
4:00 PM พักทำกิจส่วนตัว
5:00 PM ระฆังสัญญาณเตรียมทำวัตรเย็น
5:30 PM ทำวัตรเย็น
7:30 PM นั่งสมาธิ/ กรรมฐาน เดินจงกลม ปฎิบัติกุศล ตามอัธฌาศัย
เท่าที่ดู เราก็คิดว่าคงได้นอนเร็ว หุ หุ ถ้านอน มากพอเราคงไม่เป็นไร

จากนั้นชีเรท่านก็สอนเรื่องศีล
8 ที่เราต้องรับในวันนี้หลังทำวัตรเย็น
โดยทั่วไปเราจะมีศีลห้า แค่เพิ่มมาอีกสามข้อ
แต่ว่า ก็จะมีรายละเอียดเพิ่มมา เช่น การไม่ละเมิด
หรือประพฤติผิดในกามรวมถึงการ
ไม่ควรแตะต้องตัว ผู้อื่น โดยไม่จำเป็นด้วย
แม้แต่หญิงด้วยกันก็ไม่ควรนวดเฟ้นให้กันอะไรประมาณนั้น

และที่หนักๆสำหรับเราเลย คือการงดการขบเคี้ยวหลังเที่ยงวัน
เพราะมันรวมไปถึงการกินอาหารอย่างสำรวม ด้วย ดูและหยิบย่อย
เหมือนมีเพิ่มมาอีกซักหน้าสิบข้อก็ไม่ปาน ไม่ควรเดินกิน หรือดื่ม
ไม่ส่งเสียงดังเวลาเคี้ยว หรือการวางช้อนจนเกิดเสียงดังรบกวนผู้อื่น
รวมถึงการพูดคุยระหว่างมื้ออาหารอีกด้วย


ที่จริงๆ ไม่ว่าเขาห้ามอะไรหรอก แต่ว่าเป็นการสำรวมในการรักษาศีลที่ควรทำเท่านั้นแหละ
เราเองเวลานั้นไม่รู้อะไรเลย ก็พยายามที่จะปฎิบัติให้เคร่งครัดมากที่สุด
รู้สึกเครียดเหมือนกัน เพราะเราต้องเตือนนเองตลอดเวลา
ทุกกริยาที่แสดงออกเครียดมากเลยนะ ว่าจะทำได้มั้ยเน้ออออ

และแล้ว ก็มาถึงเวลาทำวัตรเย็นในเวลา
17.30 น.
พอเริ่มทำวัตรเย็น ความลำบากเริ่มมากเยือน
ด้วยการนั่งท่าเทพธิดา ได้แค่หน้านาที
เข่าก็เจ๊งกะบ๊งซะแล้ว สุดท้ายได้แต่นั่งพับเพียบนั่งสวดตามหนังสือ
ความลำบากสิ่งต่อมาคือ... การสวดมนต์แบบแร๊พ(ในความคิดเรา ณ ตอนนั้น)
เพราะปกติ ไม่ค่อยได้สวดมนต์ แต่ละคำก็พลิกลิ้นแทบไม่ทัน
แต่เป็นอะไรที่มหัศจรรย์มากในระดับของตัวเองที่สามารถนั่งสวดมนต์ได้ถึง ครึ่ง ชม.

เพราะโดยปกติแล้ว ฟังเสียงพระสวดแค่ห้นาทีก็ง่วงแล้ว
พอทำวัตรเย็นเสร็จ ก็ไปรับศีล
8 หลังจากรับศีลแล้ว
ก็คิดว่าเราอยู่ในศีลโดยสบูรณ์จากนี้ต้องพยายามล่ะ ^^

และแล้วเราก็เข้าใจว่าทำไมต้องใช้ไฟฉายและยากันยุง
เพราะพระท่านให้เรานั่งกรรมฐานที่ลานกลางแจ้ง
และเวลากลางคืนที่นี่จะไม่เปิดไฟพร่ำเพื่อ นอกจากที่พักแล้ว
นอกนั้นจะมืดสนิท เวลาเดินไปไหนมาไหนต้องใช้ไฟฉาย

เราก็เดินสะดุด ตกบันไดไปหลายขั้นบ้าง ยังโชคดีที่ฟ้าสว่างพอเห็นอยู่บ้าง
ไม่กลิ้งตกเขาก็ถอว่าโชคดีแล้ว และเนื่องจากที่นี่ บนลานบริเวณพระธาตุ
และรอบๆ เขาจะไม่สวมรองเท้าเดินกัน
ส่วนใหญ่ก็ชะชีวิตประหนึ่งรองเท้ามิจำเป็นนอกจากตอนเดินลงพื้นดิน

เมื่อเราถึงลานกว้างที่นั่งกรรมฐานแล้ว ก็มีพระภิกษุ และแม่ชีหลายท่าน
นิ่งรออยู่ก่อนแล้ว เราก็เข้าไปนั่งด้านหลังของฝั่งแม่ชี
ที่นี่แม้จะมีทั้งพระภิกษุสงฆ์และแม่ชีในจำนวนพอๆกัน
แต่การปฎิบัติอย่างสำรวม แบ่งแยกตามความเหมาะสมอย่างชัดเจน
ทำให้รู้สึกว่าแม้จะเป็นหญิงก็อยู่ในธรณีเดียวกับพระภิกษุสงฆ์ได้อย่างไม่อึดอัด
เพราะทุกท่านปฎิบัติ ด้วยความตื่นรู้ในสติ และสำรวม
^^

และแล้ว...เวลาแห่งหายนะ วันแรกของเราก็มาถึง จากคนที่ทำอะไรไม่เคยอยู่นิ่ง
ต้องมานั่งกรรมฐานเป็นเวลาหนึ่ง ชม. ครึ่ง ให้ยุงกัดเล่นๆ
จะตบไปก็ไอ้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ไม่เคยคิดจะมีกับยุงก็แวบเข้ามา ได้แต่ปัดให้พ้นๆ
วันแรกของการนั่งกรรมฐานจึงมีแต่ ยากันยุง ยากันยุง เต็หัวไปหมด
หลุดบ้างอะไรบ้าง บางครั้งไม่ไหวจริงๆ ก็นั่งมองพระจันทร์
ในท่ามกลางความมืดของธรรมชาติลมเย็น ซับบรรยากาศที่เงียบสงบ
(ได้ข่าวว่าเค้าให้นั่งสมาธิมานั่งดื่มด่ำบรรยากาศเฉยเลย)

กว่าคนอื่นจะออกจากสมาธิ ก็ประมาณสามทุ่มครึ่ง
ตอนพระท่านให้แผ่เมตาเราก็ขออภัยที่ปฏิบัติภารกิจได้ไม่เต็มที่

ขอโทษเจ้ากรรมนายเวรเป็นการใหญ่ 555
หลังจากทำอะไรเรียบร้อยแล้วก็เข้าที่นอน วันนี้มีศีล 5
(หมายถึงคนที่ไม่รับศีล
8 แต่มาปฎิบัติกุศลที่วัด)
มาพักด้วยสองคน ตอนแรกเราก็จะถือวิเวก แต่วิเวกคืนแรกก็แตกเสียแล้ว
เพราะมุ๊งมิ๊งกันจะไม่ไหว ฮ๋าๆ เราก็ฟังๆไป
แนะนำตัวเล็กน้อย แต่ไมได้เมาส์อะไรมากมาย
เพราะเรากะจะเคร่งเต็มที่ สำรวมวาจา
รวมถึงการไม่พูดส่อเสียด หยอกล้อกันอีกตะหาก

เราก็ไปไม่ถูก รู้สึกยังไม่เข้าใจความหมายเต็มที่
ก็เลยเงียบๆไว้ดีกว่า แต่จะว่าไปคนรอบตัวเราเขาดูไม่เคร่งกันก็เยอะ
อยากถามเหมือนกัน ว่าทำแบบนั้นแบบนี้ได้หรือ
เราก็ได้รับคำตอบแบบนิ่มๆตามฉบับมาว่า

“ใครทำอย่างไร ย่อมได้อย่างนั้น ใครจะเร่งหรือไม่ ไ
ม่มีใครรู้ แต่เรารู้ พระท่านรู้ เท่านั้นก็พอ”
เป็นอันจบทุกคำถามที่อยากจะถามต่อ
555  เพราะเราก็ตอบในใจว่า
“มันก็จริง”  ทำอะไรได้แบบนั้น ใครอยากทำอะไรก็ทำได้
เตือนใจตัวเองได้ก็ดีกับตัวเอง
จากนั้นเราก็สลบไปด้วยความเหนื่อย บนเสื่อบางๆ
กับหมอนใบเล็กๆ หลับลึกและง่ายอย่าไม่น่าเชื่อ
สำหรับวันนี้ได้แผลจากยุงไปเยอะ เรียนรู้เยอะ

..............

นอกเรื่องๆ จริงๆอยากจะเล่าให้ดูสนุกๆนะ
แต่ก็พยายามใช้คำที่ไม่รู้สึกว่า ไม่เหมาะกับการเล่าเรื่องประเภทนี้
ถ้าบางคนเบื่อ ก็ต้องขออภัยด้วยนะคะ
และขออภัย สำหรับทุกถ้อยคำ หากเป็นการแสดงให้เห็นว่าไม่ควร
ข้าพเจ้ากล่าวเพียงเพื่ออรรถรสให้การสื่อสารเท่านั้น
ขออภัย ณ ที่นี้ด้วย




สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ ุ^^

Thursday, April 24, 2014

รสชาติแห่งท้องทะเล: กุ้งสดๆ รู้สึกเหมือนกินแพลงตอน ที่ตลาดปลาซิคิจิ, tokyo

สวัสดีตอนมืดๆค่ะ เมื่อวานเนื่องจาก
น้องคอมไปทำการชุบตัวลงวินโดว์ใหม่
เลยมิได้แตะคุณน้องเลย
วันนี้ก็แตะคอมเป็นครั้งแรกของวันค่ะ
ยังไงก็ต้องขอบคุณ ผู้มีพระคุณในการชุบตัวน้องคอมของเราด้วยค่ะ ^^
วันนี้เราจะมาเมาส์เรื่องของกิน
จากการท่องเที่ยวไปทั่ว แบบมั่วๆกันอีกซักนิด


ล่าสุดที่ญี่ปุ่นมา เนื่องจาก
หลายอย่างผิดคาด และกำหนดการ
คาดเคลื่อนแบบเอาแน่อะไรไม่ได้
จึงเกิดอาการไม่รู้จะไปไหนดี...
บรรกาศเด็กหลงทางตอนเช้าอะไรประมาณนั้น
นึกถึงหนูน้อยไม่ขีดไฟ ในหิมะตอนเช้ามืด
และกระเป๋าเดินทางใบใหญ่นะคะ
==

ฉะนั้น การเที่ยวแบบหลงๆ งมๆ ไปก็เกิดขึ้น
อย่างที่บอกไปว่าเราไม่มีแผนที่จะเที่ยวเลย
ไม่ได้จัดเตรียมการเดินทาง รู้แต่ว่าเมื่อคราวก่อนมัวแต่ตื่นสาย
จึงอดเที่ยวตลาดปลาตอนเช้า
แล้วทำไมตอนนี้เราไม่เที่ยวล่ะ
0_O ?

พยายามข้อมูลที่หลงอยู่ในสมองดู
ทั้งหมอที่จำได้คือ “สถานีซิคิจิ” และ รถไฟใต้ดิน “
GinZa line
เท่านั้น...อนาถจริงๆ สมองอันน้อยๆของหนู
ก็จำไม่ได้แล้วว่าไปงมอีท่าไหน
รู้สึกเหมือจะกางแผนที่รถไฟขาดๆ
กับถามเจ้าหน้าที่สถานี ของสาย
Ginza


แล้วก็ไปโผล่ที่...ที่นี่ที่ไหน ไม่เห็นซักตลาด 555
แต่คราวนี้ เดินงมไปแค่สองทิศ ไม่ถึงสี่ทิศ
ส่วนใหญ่เดินตามๆ คน ทางไหนคนเยอะก็ไปทางนั้น
พอเดินไปประมาณหนึ่งสี่แยก ก็เริ่มเห็นตลาด 






เราก็เดินเข้าไปด้วยอาการสั่นเทา ต้องหาซื้อที่ปิดปาก
บรรเทาความหนาว เพราะขณะนี้ สวมเพียงแค่
เสื้อลำลองตัวเดียวกับสูทสีดำอีกตัวเท่านั้น


โดยปกติมันกันหนาวได้แค่ห้องแอร์
แต่นี่ล่อตอนเช้าก็ปาเข้าไปติดลบ
ไม่แข็งตายก็บุญแล้ว ถ้าไม่ติดเป้นะ
ฉันคงกลายเป็นนักวิ่งมาราธอน เผาผลาญไขมัน ฮ๋าๆ

แต่มีเป้ เลยทำได้แค่วิ่งเยอะๆ
เท่านั้นแหละ อิ อิ แต่คนก็มองอยู่ดี


พอไปถึงตลาด ที่มันไม่ได้มีแค่ “ปลา”
แต่มีตั้งแต่ร้าน ราเมง (อารมณ์ร้านก๋วยเตี๋ญวในตลาดบ้านเรามาก)
























ร้านขายผัก ที่นี่ส่วนใหญ่แผงขายจะเป็นแนวลาด ขายในกล่องโฟม
 ยอดผักกูดด้วยนะ แต่แพงมาก ทุกอย่างแพงมาก
ผักแพงแบบไม่น่าให้อภัย มีผักหลายอย่างที่ไม่รุ้จั



ส่วนร้านปลาก็จะมีแล่เนื้อปลาให้ดู
ไม่คาวแบบบ้านเรา เพราะบ้านเขาหนาว
โดยรวมเหมือนตลาดบ้านเราที่มีหลายๆอย่าง
แต่ว่า บ้านเราอยากกินก็ซื้อ แต่นี้
แม้แต่ปลาซักชึ้นยังไม่อยากะแตะ
555  แพงเวอร์

ที่นี่ตลาดสด คือมันสดจริงๆ
ไม่มีแกงถุง ไม่ได้กลิ่นอาหารอุ่นๆยามเช้า
ไม่มีข้าวหลามร้อนๆ ตอนหนาว
เอาเป็นว่า ตลาดบ้านเราบรรยากาศอบอุ่นน่าซื้อของกว่าเยอะ

เดินไปเดินมาซักพัก ก็เริ่มหิว มีร้านซูชิ
หรือร้านข้าวหน้าปลาดิบหลายร้าน
สำรวจเรียบร้อยแล้วว่า ราคาพอๆกัน
แต่เราปกติ กินปลาดิบไม่เก่ง(เมื่อก่อนได้กลิ่นยังไม่ได้)

แต่ยังไม่เจอซักที จึงหันเหไปหาร้านไข่หวานแทน
เจอหลายแบบนะ จนได้ปริมาณที่คิดว่าคงไม่อิ่มเกินไป
บ้านเขานี่อะไรก็ต้องดูดีเน๊อะ ขนาดของในตลาด
แพ็คเกจยังดูดีเรย แต่ก็นั่นแหละ มันรวมราคาแล้ว
บ้านเราคไม่ได้กำไรกันพอดี ฮา...

คำแรกทีเข้าปาก ไบ่หวานร้อนๆ อุ่นๆน่ะเหรอ....ฝันไปเถอะ

มันคือไข่หวานแช่ตู้เย็นดีๆนี่เอง
=[]=!
จริงแล้วๆ ที่เขาทำสดๆก็มีนะ แต่ว่าเค้าทำอันใหญ่
เราไม่ได้ซื้อมากขนาดนั้น เลยไม่เรื่องมาก
แต่ก็อร่อยนะ อร่อยแบบเย็นๆ
แต่จริงๆ ไข่หวานที่เย็นแล้วจะไม่ค่อยรู้สึกถึงน้ำมันมาก
มันดีอย่างเสียอย่าง แต่ว่าถ้ากินในอากาศติดลบนี่ก็...สงสารตัวเอง
–‘’=





















หลังจากจิ้มกินจนหมดแล้ว ถ่ายรูปพอให้ชาวบ้าน
เขามองเหมือนคนบ้าที่แจ้งไข่หวานนานมากๆ
ก็มาเลือก ร้านข้าวหน้าปลาดิบกัน
คราวนี้ไม่หวังกับความอบอุ่นของอาหารแถมนี้แล้ว

เดินตรงไปด้วยความมั่นใจ กำลังจะเข้าร้านเท่านั้นแหละ
ปรากฎว่า...เดินเข้าผิดที่ เพราะทางเข้าจริงๆ
ไม่ได้อยุ่ตรงหน้า แต่มันอยู่ซ้ายมือเรานี่เอง นั่นมันคนละร้าน
ยืนหน้าแตกแป๊บหนึ่งว่ามันใช่มั้ย
แล้วก็เดินเข้าไปสั่งอาหารหน้าปลาดิบมาเมนูหนึ่ง






















แล้วเราก็เริ่มกิน อ้ำ...อร่อยๆ (เริ่มจากหมึก เราชอบมากกก)
เริ่มกินลดหลั่นตามความชอบไปทีละอย่าง  จาก
หมึก สองหมึก หอย มากุโระ แล้วก็ปลาไรซักอย่าง
กินมาได้ครึ่งชามรู้สึกเรยว่า ลิ้นรู้สึกถึงความเค็มขึ้นเรื่อยๆ
นี่ข้าวมันผสมเกลือแน่ๆ ยกข้าวขึ้นมาดม กลิ่นลมทะเลลอยมาติดจมูเลย
โอววว....รสชาติของท้องทะเล เคมๆนี่เอง

ที่น่าหนักใจคือ...กุ้งแล้วมากุโระบด คือจะบอกว่า
ไอ้มากุโระเป็นชิ้น เรายังพอกินได้
แต่มาแบบแหลกละเอียดนี่มันชวนอ้วกจริงๆ
เพราะ ไม่ต้องเคี้ยวมันก็แหยะๆ ด้วยความหนืดของเนื้อปลาอ่านะ

โดยปกติแล้ว เราจะหลีกหนีอาหารที่มันยืดๆ แหยะๆ กินแล้วมึนหัว
(เรากินลราดหน้าไม่ได้นะ เพราะมันยืด ฮ๋าๆ)

และแล้ว เราก็หาวิธีการกินด้วยการกินปลาที่ห่อด้วยขิงดอง
พร้อมวาซาบิ...
OMG ไม่ได้รสชาติไรเลยนอกจากความรู้สึกแหยะๆในสมอง
คราวนี้เริ่มอาการหนัก จะกินไม่หมดก็ไม่ได้
ไอ้คทำน่ะยืนมองหน้าอยู่ตรงหน้าเรย ฮ๋าๆ
ณ จุดๆนั้น มีใบไรเคี้ยวได้ เคี้ยวหมด จนในที่สุดมันก็หมด ฮ๋าๆ

ด่านสุดท้าย น้องกุ้งของเรา เกิดมา
เคยกินกุ้งดิบแค่กุ้งแช่น้ำปลา
รายนั้นกว่าจะกินไปก็ปาเข้าไปเกือบปี
มาคราวนี้สดๆ ไอ้ใบไม้ที่เป็ฯที่พึ่งก็ไม่เหลือ
แถมขิงดองยังเหลือนิดเดียว เราตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่า...
หัวคำท้ายคำเอาให้หมด
!
 คำแรก กัดท้ายกุ้งไป นิ่มๆ แต่ยังไม่ถึงแหยะ
กินได้ รสเค็มนิดๆหวานหน่อย ไม่คาว
ทำให้คำนี้รอดพ้นไปแบบไม่ต้องพึ่งขิง

ปัญหาอยู่ที่น้องหัวมันนี่แหละ หลังจาก
พยายามเด็ดหัว ประหารชีวิตน้องกุ้งเรียบร้อย
ก็ได้เวลากิน คำเดียว...เคี้ยวๆ ไป โดนเนื้อไม่เท่าไหร่

แต่เผอิญไปกัดใส่ตรงคอกุ้งที่เหมือนจะมีพวกสารอาหาร
ทั้งหลายทั้งแหล่ที่เราเดาแล้วว่ามันคงจะใช่

โอววว ถ้าหลับตานี่ ฉันจะเห็นภาพ
แพลงตอนน้อยแหวกว่ายในท้องทะเล
รู้สึกเหมือนกินสาหร่ายนิดๆ เค้มหน่อยๆ
สากๆด้วย..ความรู้สึกเหมือนกินน้ำทะเล


สรุปฉันกินกุ้งหรือแพลงตอน
สุดท้ายก็ส่งขิงดองชิ้นสุดท้ายเข้าปากเรียบร้อย


ถือเป็นการจบมือเช้า วันแรกในญี่ปุ่น...ระทึกจะไม่ไหว
ถอนหายใจยาวๆ ซดชาร้อนอึกใหญ่ๆ โดยรวมอร่อยนะ
แต่ด้วยการที่เราไม่ค่อยถูกกับปลาดิบเป็นทุนเดิม
ด้วยความอยากลอง ก็เป็นการกินที่ระทึกดีจริงๆ

หลังจากนั้นเราก็ไปเดินเล่นก่อนเข้าไปฝากกระเป๋าที่โรงแรม
ล๊าลา เหมือนมาเดินเล่นต่างจังหวัด ด้วยประการละฉะนี้

สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ บะบายยยย

Monday, April 21, 2014

เดินเป็นกิโล ตามหา KOOTS เพื่อชาเขียวหนึ่งแก้ว ที่ Azabu-Juban Tokyo

สวัสดีค่ะ ห่างหายไปนาน เพราะหนีขึ้นดอย 555
มีกิจกรรมมากมายอีกอย่างไม่มีเน็ตใช้เลย กันดาร
จากนี้เราจะทยอย ลงเรื่องที่เขียนไว้นะคะ


(วันที่
3 เมษายน 57)

สวัสดีตอนบ่ายนะคะ วันนี้เป็นดี ที่เราจะได้เป็นไทยซักที
เนื่องจากเป็นคนต่างด้าวมาประมาณ
6 เดือนเห็นจะได้
ได้ฤกษ์ ไปทำบัตรประชาชนมาพอดี พนักงานถามทำไมมาโผล่แถวนี้ได้

อีกอย่างเปลี่ยนงานใหม่ เปลี่ยนที่อยู่ใหม่ (ตอนนี้เป็นคนเรร่อน) อิ อิ
ในหัวข้อมูลเลยไม่อัพเดต จะทำอะไรก็ยากไปหมด
ยังไงก็ตามทุกอย่างสำเร็จลุล่วงด้วยดีค่ะ
^^

วันนี้ยังต้องทำงานข้ามวันข้ามคืนอยู่
แต่ไม่น่าจะเกินตีหนึ่งมากมายนัก
เพราะว่าวันพรุ่งนี้ต้องรีบไปทำงานอีกที่หหนึ่ง และไกลด้วย
ชีวิต ช่วงนี้เลยดูยุ่งเป็นพิเศษ

ตอนนี้ถือว่าลงทุนชีวิตไปแบบทำใจนิดๆ
555
และคาดว่าอาจจะต้องใช้ชีวิตอยู่ตามโรงแรม
เรร่อนแบบนี้ไปอีกเกือบเดือน
วันนี้มาซะยาวเรย
ที่ตัดสินใจเขียนในตอนบ่ายเพราะว่า
คืนนี้ต้องรีบนอนเพื่อที่คืนนี้จะได้นอน
ตื่นแต่เช้า
^^

วันนี้เราจะเล่าเรื่องของขนมนมเนย 





















ร้าน KOOTS จริงๆ อาจจะไม่ใช่ร้านดังๆใหญ่ๆ
แต่ว่าที่ไปกินเพราะว่าคนที่เราชื่นชม ชอบร้านนี้เลยลองอยากไปกินดูค่ะ
และไม่ผิดหวัง ชาเขียวจริงๆเรยคราวนี้

ทั้งที่ โดยปกติแล้วเราเป็นคนไม่ชอบชาเขียว
เวลานี้กลับกินได้หน้าตาเฉยค่ะ
ที่ร้านนี้จริงๆมีทั้งอาหาร ของหวานไอศครีมและเครื่องดื่มค่ะ
แต่ไฮไลท์ของร้านคือชาเขียวค่ะ

เราก็จัดการสั่ง ชาเขียวลาเต้มาแก้วหนึ่งและชาเขียวพาเฟ่มาค่ะ
พาเฟ่เราสามารถเลือกหน้าได้ค่ะ
เราเลือกถั่วแดง สตอเบอรี่ และอะไรขาวๆไม่รู้อีกอย่าง






















ที่จริงเพราะเราไม่เคยกินพาเฟ่ที่ญี่ปุ่นค่ะ
มากินครั้งแรก ตอนสั่งก็เขินๆเหมือนกัน

ระบบที่ร้านนี้เปนระบบที่
help yourself ค่ะ
คล้ายแม็กหรือเคเอฟซีที่บ้านเรา
แต่เขาแยกเค้าท์เตอร์สั่งของกับเค้าท์เตอร์รับของ
เหมือนสตาร์บัค(ไม่รู้บ้านเราเหมือนที่ญี่ปุ่นมั้ย ไม่เคยเข้าสตาร์บัคที่ไทยซักที)


พอสั่งเสร็จ ก็ยืนชมนกชมไม้ ในร้านไป
หน้าเคาท์เตอร์ค่อนข้างหน้าสนใจค่ะ
มีอะไรน่ารักๆให้มอง ไม่เกินสองนาที
ก็ได้รับรายการของที่สั่งพร้อมถาด

ร้านนี้ชั้นนั่งกินอยู่ชั่นสองค่ะ
ตามสไตล์ญี่ปุ่น พื้นที่เล็กแคบๆ แต่ตกแต่งให้สบายต่าค่ะ
พอขึ้นไปเราก็หาที่นั่งปลีกวิเวกที่สามารถมองภาพรวมของร้านได้ค่ะ
แต่ว่าไม่กล้ายกกล้องขึ้นมาถ่าย เกรงใจเขา
โดยรวมแล้วลูกค้าในร้านนี้จะเป็นผู้หญิงซะส่วนใหญ่
แต่เป็นคล้ายคุณแม่บ้านมานั่งเมาส์กันเล็กน้อย
เมาส์แบบสงบเสงี่ยมนะคะ โฮะ โฮะ

แต่บรรยากาศแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นคนมีอายุแล้วที่มานั่ง
ไม่เข้าใจ คนที่แนะนำเหมือนกันว่า
ทำไมเลือกร้านที่ไม่เข้ากับอายุตัวเองเอาซะเลย
หยุดความคิดกวนๆ ไว้เท่านั้นแหละ





















แล้วก็เริ่มต้นทานขนม
คำแรกที่ทานไอติมชาเขียว....อร่อย นุ่มลิ้น
ไม่ฝืดคอเลย ถึงอากาศจะเย็นก็ไม่รู้สึกยะเยือก
ตัวชาเขียวก็ไม่ขมมากไป แต่ก็ไม่หวานเลย
คาดว่าอาจจะกลบด้วยนมจืดนะ เป็นอะไรที่ถูกใจมากๆ

คำที่สอง ลองตักกับทอปปิ๊ง ข้างล่างมีน้ำเชื่อมติดมาด้วย
คราวนี้ล่ะ....หวานจับใจ ฮ่าๆ เลยต้องกินคู่กับไอติมชาเขียวไป
และแล้วก็ได้รู้วิธีกิน คือการกินแบบมีสัดส่วนจะทำให้รสชาติ
เข้กันพอดี หวานนิดๆ มันหน่อยๆ

แต่ถ้าไอติมหมดก่อนล่ะ
? ก็เหลือแต่ทอปปิ้งหวานๆ
จนอดไม่ได้ที่จะยก ชาเขียวลาเต้ขึ้นซด
ซึ่ง รู้สึกถึงความขมของชาเขียวเลย คราวนี้ ขม ==''
ลองดื่มอึกใหญ่อีกที ขมจริงๆ ชาเขียวจริงๆ
เฝื่อนๆ
แต่ว่าพอกลืนแล้วมันรู้สึกอร่อยแบบแปลกๆ

แต่ถ้ากินกับพาเฟ่หวานๆ มันก็อร่อยอีก 
สรุป จ้วงเอาๆ จนไม่เหลือซาก และชาเขียวลาเต้ก็เกลี้ยง
แอบเสียดายที่หมดเร็ว ฮ๋าๆ

หลังจากที่กินเสร็จ เขาจะมีโซนที่เก็บของ
แยกถ้วยจาน ถาด หลอด อะไรก็ว่าไป
ดีตรงที่ ทำให้เรากินระวังมากขึ้น
เก็บเอง ทำให้ไม่ต้องใช้พนักงานเยอะ
พนักงานไม่มากวนเราด้วย
พอเก็บเสร็จแล้ว ก็ลงมาขอถ่ายรูปร้านเขา 

















ถ่ายได้แค่รอบๆ แค่อย่าถ่ายคน
(เคารพความเป็นส่วนตัวของเขา)

แล้วเราก็ชื่นชมโน่นนี่ซักพักก็กลับ
ด้วยการพักผ่อนแบบชิวๆ อิ อิ

การเดินทางไปร้านนี้ไม่ยากนะคะ ลงสถานี 
Azabu-Juban 
ไปทางรถไฟใต้ดินที่สามารถใช้ได้มี
2 สาย
คือ Toei 
Oedo line และ 
Tokyo metro Nanboku line
แต่แนะนำให้ขึ้น 
Tokyo metro Nanboku lineเพราะถ้านั่ง Oedo line ต้องเดินอีกประมาณ เกือบกิโล(เดินมาแล้ว)

ใครไปแถวนั้นก็ลงแวะดูนะคะ ^^
KOOTS WEBSITE

สำหรับคนที่ชินกับชาเขียวอาจจะกินเพียวๆได้
แต่สำหรับเรา เราคิดว่า การกินอาหาร
และการปรุงรสชาติอาหารแต่ละอย่างมันมีเหตุผล
ถ้ากินทุกอย่างที่เขาจัดมาให้ เราจะรู้สึกอิ่มพอดี
แต่ถ้าเลือกกินอย่างใดอย่างฟหนึ่งมันจะทำให้รสชาติของอาหาร
มันจะเกินไปสำหรับเรา เช่น ทำไมต้องมีผักดอง ทำไมต้องมีเครื่องเคียง

เมื่อก่อนเราเลือกกินนะ แบบว่ากินแต่อันนี้แต่ไม่กินเครื่องเคียง
และรู้สึกเลี่ยนทุกครั้งที่กินเทมปุระ หรือรู้สึกจืดชืดทุกครั้งที่กินโซบะ
แล้วไม่ใส่ต้นหอม เพราะเราไม่ชอบ
แต่เดี๋ยวนี้ กินทุกอย่าง เพราะรู้ว่าทุกอย่างที่จัดมา
มันจะทำให้เรากินอาหารในรสชาติที่พอดี

กิมจิหรือผักดองทำให้ไม่เลี่ยน
ต้นหอม กับวาซะบิ ทำให้น้ำจิ้มอุด้ง
มีรสชาติ และความหอม
ยังไงก็ลองกินอาหารให้หมดทุกอย่างดูนะคะ
แล้วจะพบว่า แม้จะทานอาหารเมนูเดิม แต่อร่อยได้แบบแต่งต่าง


สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ ^^

หลงทิศ หลงฝั่ง กับรถไฟในโตเกียว


สายยันต์สวัสดิ์ค่ะ จริงๆต้องพูดว่าอรุณสวัสดิ์ด้วยซ้ำ 
เพราะกว่าจะเลิกงานก็ปาเข้าไปตี 2 กว่าแล้ว
และคืนนี้ก็พักที่โรงแรมใกล้ที่ทำงานค่ะ คาดว่าจะพักที่นี่ประมาณ สองคืน
ก่อนจะย้ายไปที่อื่นต่อ และเล็งเห็นแล้วว่าคงต้องย้ายที่นอนไปอีก
2 – 3ครั้ง
เพราะงานใหม่ยังไม่ลงตัวและต้องคอยช่วยส่วนอื่นๆด้วย
















เอาล่ะค่ะ วันนี้เราคงออกจาก ฮอกไกโดกันแล้ว
จริงๆ มันมีหลายเรื่องที่น่าประทัใจอยาก บอกเล่าเหมือนกัน
แต่ว่าเรื่องราวมันไม่ยาวพอจะเอามาเขียนได้
มาเข้าเรื่องกันดีกว่า วันนี้จะมาความเปิ่นของตัวเอง
กับการหลงทิศที่ไม่ว่าจะกี่ครั้งๆก็ไม่เคยหลาบจำซักเท่าไหร่



















อันเนื่องมาจากเป็นที่รู้กันว่ารถไฟฟ้าบ้านเรา มันมีแค่ไปกลับ 
และทางขึ้นรถแค่สองฝั่ง ย้อนเมื่อครั้งไปญี่ปุ่นครั้งแรกกันอีกครั้ง
ที่คิดว่า รู้สถานีแล้วคงเดินทางได้ง่ายๆ
และมันคงไม่อยากยังไงก็สองฝั่งอยู่แล้ว

แต่คิดผิดค่ะ คราวนี้ก็เหนื่อยกันตั้งแต่ต้นเลย
เพราะสถานีรถไฟที่ญี่ปุ่นมันมีหลายสาย หลายประตู
แถมหลายชั้นด้วย

และที่ไม่เข้าใจตัวเองคือ
ไม่ว่าจะขึ้นรถไฟทีไร ต้องขึ้นผิดฝั่งทุกที
และที่น่าเจ็บใจยิ่งกว่าก็คือ...
ตอนที่เห็นรถไฟคันที่เราจะขึ้นออกไปจากชานชลาต่อหน้าต่อตา
หรือไม่ก็ เห็นรถไฟที่เราจะขึ้น กำลังจะเทียบชานชลา
โดยที่เรายังยืนบื้ออยู่ฝั่งตรงข้าม
วิ่งข้ามฝั่งแทบไม่ทัน และส่วนใหญ่ก็ไม่เคยจะทัน
555

สาเหตุที่มักจะขึ้นผิดเพราะ เรามักจะจดสถานีที่เราจะไป
แต่ป้ายบอกสถานีของแต่ละฝั่ง มันไม่ได้บอกทุกสถานี
ส่วนใหญ่มักจะบอกสถานีใหญ่ๆ เช่น โตเกียว และชื่อสถานีปลายทาง

ฉะนั้นการที่เราจะไปไหนซักที ก็ลองนึกดูว่า
เราผ่านสถานีเหล่านั้น หรือไปทางเดียวกันมั้ย
จะทำให้ประหยัดเวลาในการนั่งงมกว่าเยอะ

แต่ตอนนั้นเรายังไม่รู้ไง ก็หลงไปสิ วันละ
5 รอบอย่างต่ำ ฮ๋าๆ
ยังจับจุดไม่ได้ ถ้าเป็นพวกสถานีใหญ่ๆก็ไม่ค่อยเหนื่อยเพราะ มีบันไดเลื่อน
แต่องคิดดู สถานีเล็กๆ ไม่มีบันไดเลื่อน มีแต่บันไดเท้า
แทบจะลิ้นห้อยกันเลยทีเดียว
ไม่นับบางรอบที่ต้องขนกระเป๋าเดินทาง เดินขึ้นบันไดนะ
แล้วขึ้นไปปรากฎว่าผิดฝั่ง
แทบจะเอากระเป๋าเดินทางเขวี้ยงไปฝั่งโน้นแล้วจะรีบวิ่งไปรับ
แขนนี่พังหมดทุกกระเบีบดนิ้ว


ส่วนใหญ่รีวิวไปเที่ยวหลายๆบทความ
มักจะบอกว่าขึ้นสถานีไหน สายอะไร
แต่พวกเขาก็ลืมบอกว่า จะขึ้นฝั่งไหนและดูยังไง
==’’
ก็เอาไปเป็นความรู้เล็กน้อย
ลดความเหนื่อยจากการหลงทางได้เยอะทีเดียว

ลองเอาไปใช้ดูนะคะ เผื่อเป็นพวก หลงทิศหลงทาง
ดูแผนที่กลับหัวเหมือนคนเขียน สำหรับวันนี้ดึกมากแล้ว
ราตรีสวัสดิ์ค่ะ บะบายย