Saturday, April 26, 2014

วิเวกครั้งแรกในชีวิตกับการศีล 8 (7 คืน 8วัน)มันช่างลำบากสำหรับคนทางโลกอย่างเราจริงๆ ^^



สวัสดีค่ะ ทุกท่าน
ช่วงนี้อากาศร้อนจนเกือบไม่สบายหลายรอบ
ทุกคนรักษาสุภาพกันด้วยนะคะ ไม่ว่าร้อนหรือเย็น
พยายามอยู่ในสภาวะในอากาศที่คงที่จะดีกว่าค่ะ


วันนี้มีเรื่องเล่าที่แปลกไปจากปกติสักเล็กน้อยค่ะ
ส่วนใหญ่เราจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับญี่ปุ่นใช่มั้ยคะ

แต่วันนี้จะเล่าเรื่องท่องเที่ยวในอีกแบบหนึ่งค่ะ
เที่ยวในไทยนี่แหละ ไม่อาจเรียกได้ว่าท่องเที่ยว
อย่างทั่วไปได้เต็มปากนัก
ขอเรียกว่า การได้ท่องเที่ยวทางจิตใจก็แล้วกันนะคะ
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า ปีนี้ เป็นปีชงของราศีที่เราเกิดพอดี
อาการอยากทำบุญจึงมีมากเป็นพิเศษ
แถมต่อมกตัญญูดูจะมีมากกว่าปกติ
เกิดความคิดอะไรไม่รู้ แถมประจวบเหมาะแถวบ้านที่เชียงใหม่ 












มีสำนักปฎิบัติธรรม เราจึงตัดสินใจ บวชพราหมณ์ เป็นเวลา 7 คืน 8 วัน
ณ สำนักปฎิบัติธรรมดอยเทพนรมิตร อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่

เป็นภูเขาลูกเล็กๆ ที่เขาถวายให้วัด เพื่อเป็นสำนักปฏิบัติธรรมโดยเฉพาะ
สถานที่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเมืองมากนัก แต่โดยรอบเป็นสวน
และหมู่บ้านเล็กๆล้อมรอบ อากาศดีและวิเวกเหมาะสำหรับการปฎิบัติธรรม

วันที่เราไปติดต่อ พบแม่ชีท่านหนึ่ง สอบถามเรียบร้อย
ท่านตอบแต่เพียงว่า แค่ชุดขาว แบบห่มสไบ
(เกิดมาไม่เคยใส่ผ้าถุงและสไบใช้ชีวิตประจำวัน) ==''
และอุปกรณ์การใช้ในชีวิตประจำวันก็เพียงพอ

และแล้วด้วยความสซื่อวันแรกเราก็ไปแต่ตัวจริงๆ
ถึงได้รู้ว่าคิดผิดเต็มๆ เพราะอุปกรณ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่
แปรงสีฟัน ยาสีฟัน
^^

วันที่หนึ่งของการปฎิบัติธรรมถือศีล
8
เราเข้าไปประมาณ บ่าย 4 โมงเย็น
ตามการแนะนำของ แม่ชีท่านหนึ่งที่เราติดต่อไว้เมื่อวาน
มารู้ทีหลังว่า ท่านชื่อ “ชีเร” เป็นแม่ชีที่ดูสำรวมมากท่านหนึ่ง

เมื่อมาถึงท่านก็พาเราเข้าที่พัก และถามว่าเราเอาอะไรมาบ้าง
ที่ออกจะงงเล็กน้อย คือ การที่เราขาดสิ่งสำคัญคือ ไฟฉาย ยากันยุง ผงซักฟอก
จริงๆ เพราะเราซื่อ(บื้อ) ด้วยความที่เรา
อาจจะเคยชินกับการพักนอกบ้าน
ส่วนใหญ่เราจะพกแค่ของส่วนตัวจริงๆ

ยอมรับเลยว่า เรานั้นยังเด็ก และคิดน้อยเกินไปจริงๆ
ชีเร พาเราเดินชมทั่วเขา แนะนำว่าต้องทำอะไรที่ไหน อย่างไรบ้าง
ที่เราได้เรียนรู้สิ่งแรกคือ เราต้องรู้จักรับผิดชอบตัวเอง
และไม่เบียดเบียนผู้อื่น ทีแรกเราคิดว่า อาจดูเห็นแก่ตัวนิดๆ
ที่อะไรก็ดูจะคิดถึงตัวเอง นี่คือความคิดจริงๆนะ เวลานั้น
เราจึงทำตามโดยมี่ขัดต่อใจเรามากที่สุด คือการ
ไม่เบียดเบียนหรือไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนก็พอล่ะมั๊ง

ชีเรได้แนะนำสำหรับตารางการทำกิจกรรมปฎิบัติกุศลในแต่ละวัน
4:00 AM สัญญาณระฆังเตรียมตัวทำวัตรเช้า(ให้เราเตรียมตัวและเข้าไปรอในพระธาตุ)
4:30 AM ทำวัตรเช้า
7:30 AM ร่วมถวายภัตตาหาร
3:00 PM ทำความสะอาดบริเวณพระธาตุ
4:00 PM พักทำกิจส่วนตัว
5:00 PM ระฆังสัญญาณเตรียมทำวัตรเย็น
5:30 PM ทำวัตรเย็น
7:30 PM นั่งสมาธิ/ กรรมฐาน เดินจงกลม ปฎิบัติกุศล ตามอัธฌาศัย
เท่าที่ดู เราก็คิดว่าคงได้นอนเร็ว หุ หุ ถ้านอน มากพอเราคงไม่เป็นไร

จากนั้นชีเรท่านก็สอนเรื่องศีล
8 ที่เราต้องรับในวันนี้หลังทำวัตรเย็น
โดยทั่วไปเราจะมีศีลห้า แค่เพิ่มมาอีกสามข้อ
แต่ว่า ก็จะมีรายละเอียดเพิ่มมา เช่น การไม่ละเมิด
หรือประพฤติผิดในกามรวมถึงการ
ไม่ควรแตะต้องตัว ผู้อื่น โดยไม่จำเป็นด้วย
แม้แต่หญิงด้วยกันก็ไม่ควรนวดเฟ้นให้กันอะไรประมาณนั้น

และที่หนักๆสำหรับเราเลย คือการงดการขบเคี้ยวหลังเที่ยงวัน
เพราะมันรวมไปถึงการกินอาหารอย่างสำรวม ด้วย ดูและหยิบย่อย
เหมือนมีเพิ่มมาอีกซักหน้าสิบข้อก็ไม่ปาน ไม่ควรเดินกิน หรือดื่ม
ไม่ส่งเสียงดังเวลาเคี้ยว หรือการวางช้อนจนเกิดเสียงดังรบกวนผู้อื่น
รวมถึงการพูดคุยระหว่างมื้ออาหารอีกด้วย


ที่จริงๆ ไม่ว่าเขาห้ามอะไรหรอก แต่ว่าเป็นการสำรวมในการรักษาศีลที่ควรทำเท่านั้นแหละ
เราเองเวลานั้นไม่รู้อะไรเลย ก็พยายามที่จะปฎิบัติให้เคร่งครัดมากที่สุด
รู้สึกเครียดเหมือนกัน เพราะเราต้องเตือนนเองตลอดเวลา
ทุกกริยาที่แสดงออกเครียดมากเลยนะ ว่าจะทำได้มั้ยเน้ออออ

และแล้ว ก็มาถึงเวลาทำวัตรเย็นในเวลา
17.30 น.
พอเริ่มทำวัตรเย็น ความลำบากเริ่มมากเยือน
ด้วยการนั่งท่าเทพธิดา ได้แค่หน้านาที
เข่าก็เจ๊งกะบ๊งซะแล้ว สุดท้ายได้แต่นั่งพับเพียบนั่งสวดตามหนังสือ
ความลำบากสิ่งต่อมาคือ... การสวดมนต์แบบแร๊พ(ในความคิดเรา ณ ตอนนั้น)
เพราะปกติ ไม่ค่อยได้สวดมนต์ แต่ละคำก็พลิกลิ้นแทบไม่ทัน
แต่เป็นอะไรที่มหัศจรรย์มากในระดับของตัวเองที่สามารถนั่งสวดมนต์ได้ถึง ครึ่ง ชม.

เพราะโดยปกติแล้ว ฟังเสียงพระสวดแค่ห้นาทีก็ง่วงแล้ว
พอทำวัตรเย็นเสร็จ ก็ไปรับศีล
8 หลังจากรับศีลแล้ว
ก็คิดว่าเราอยู่ในศีลโดยสบูรณ์จากนี้ต้องพยายามล่ะ ^^

และแล้วเราก็เข้าใจว่าทำไมต้องใช้ไฟฉายและยากันยุง
เพราะพระท่านให้เรานั่งกรรมฐานที่ลานกลางแจ้ง
และเวลากลางคืนที่นี่จะไม่เปิดไฟพร่ำเพื่อ นอกจากที่พักแล้ว
นอกนั้นจะมืดสนิท เวลาเดินไปไหนมาไหนต้องใช้ไฟฉาย

เราก็เดินสะดุด ตกบันไดไปหลายขั้นบ้าง ยังโชคดีที่ฟ้าสว่างพอเห็นอยู่บ้าง
ไม่กลิ้งตกเขาก็ถอว่าโชคดีแล้ว และเนื่องจากที่นี่ บนลานบริเวณพระธาตุ
และรอบๆ เขาจะไม่สวมรองเท้าเดินกัน
ส่วนใหญ่ก็ชะชีวิตประหนึ่งรองเท้ามิจำเป็นนอกจากตอนเดินลงพื้นดิน

เมื่อเราถึงลานกว้างที่นั่งกรรมฐานแล้ว ก็มีพระภิกษุ และแม่ชีหลายท่าน
นิ่งรออยู่ก่อนแล้ว เราก็เข้าไปนั่งด้านหลังของฝั่งแม่ชี
ที่นี่แม้จะมีทั้งพระภิกษุสงฆ์และแม่ชีในจำนวนพอๆกัน
แต่การปฎิบัติอย่างสำรวม แบ่งแยกตามความเหมาะสมอย่างชัดเจน
ทำให้รู้สึกว่าแม้จะเป็นหญิงก็อยู่ในธรณีเดียวกับพระภิกษุสงฆ์ได้อย่างไม่อึดอัด
เพราะทุกท่านปฎิบัติ ด้วยความตื่นรู้ในสติ และสำรวม
^^

และแล้ว...เวลาแห่งหายนะ วันแรกของเราก็มาถึง จากคนที่ทำอะไรไม่เคยอยู่นิ่ง
ต้องมานั่งกรรมฐานเป็นเวลาหนึ่ง ชม. ครึ่ง ให้ยุงกัดเล่นๆ
จะตบไปก็ไอ้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ไม่เคยคิดจะมีกับยุงก็แวบเข้ามา ได้แต่ปัดให้พ้นๆ
วันแรกของการนั่งกรรมฐานจึงมีแต่ ยากันยุง ยากันยุง เต็หัวไปหมด
หลุดบ้างอะไรบ้าง บางครั้งไม่ไหวจริงๆ ก็นั่งมองพระจันทร์
ในท่ามกลางความมืดของธรรมชาติลมเย็น ซับบรรยากาศที่เงียบสงบ
(ได้ข่าวว่าเค้าให้นั่งสมาธิมานั่งดื่มด่ำบรรยากาศเฉยเลย)

กว่าคนอื่นจะออกจากสมาธิ ก็ประมาณสามทุ่มครึ่ง
ตอนพระท่านให้แผ่เมตาเราก็ขออภัยที่ปฏิบัติภารกิจได้ไม่เต็มที่

ขอโทษเจ้ากรรมนายเวรเป็นการใหญ่ 555
หลังจากทำอะไรเรียบร้อยแล้วก็เข้าที่นอน วันนี้มีศีล 5
(หมายถึงคนที่ไม่รับศีล
8 แต่มาปฎิบัติกุศลที่วัด)
มาพักด้วยสองคน ตอนแรกเราก็จะถือวิเวก แต่วิเวกคืนแรกก็แตกเสียแล้ว
เพราะมุ๊งมิ๊งกันจะไม่ไหว ฮ๋าๆ เราก็ฟังๆไป
แนะนำตัวเล็กน้อย แต่ไมได้เมาส์อะไรมากมาย
เพราะเรากะจะเคร่งเต็มที่ สำรวมวาจา
รวมถึงการไม่พูดส่อเสียด หยอกล้อกันอีกตะหาก

เราก็ไปไม่ถูก รู้สึกยังไม่เข้าใจความหมายเต็มที่
ก็เลยเงียบๆไว้ดีกว่า แต่จะว่าไปคนรอบตัวเราเขาดูไม่เคร่งกันก็เยอะ
อยากถามเหมือนกัน ว่าทำแบบนั้นแบบนี้ได้หรือ
เราก็ได้รับคำตอบแบบนิ่มๆตามฉบับมาว่า

“ใครทำอย่างไร ย่อมได้อย่างนั้น ใครจะเร่งหรือไม่ ไ
ม่มีใครรู้ แต่เรารู้ พระท่านรู้ เท่านั้นก็พอ”
เป็นอันจบทุกคำถามที่อยากจะถามต่อ
555  เพราะเราก็ตอบในใจว่า
“มันก็จริง”  ทำอะไรได้แบบนั้น ใครอยากทำอะไรก็ทำได้
เตือนใจตัวเองได้ก็ดีกับตัวเอง
จากนั้นเราก็สลบไปด้วยความเหนื่อย บนเสื่อบางๆ
กับหมอนใบเล็กๆ หลับลึกและง่ายอย่าไม่น่าเชื่อ
สำหรับวันนี้ได้แผลจากยุงไปเยอะ เรียนรู้เยอะ

..............

นอกเรื่องๆ จริงๆอยากจะเล่าให้ดูสนุกๆนะ
แต่ก็พยายามใช้คำที่ไม่รู้สึกว่า ไม่เหมาะกับการเล่าเรื่องประเภทนี้
ถ้าบางคนเบื่อ ก็ต้องขออภัยด้วยนะคะ
และขออภัย สำหรับทุกถ้อยคำ หากเป็นการแสดงให้เห็นว่าไม่ควร
ข้าพเจ้ากล่าวเพียงเพื่ออรรถรสให้การสื่อสารเท่านั้น
ขออภัย ณ ที่นี้ด้วย




สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ ุ^^

Thursday, April 24, 2014

รสชาติแห่งท้องทะเล: กุ้งสดๆ รู้สึกเหมือนกินแพลงตอน ที่ตลาดปลาซิคิจิ, tokyo

สวัสดีตอนมืดๆค่ะ เมื่อวานเนื่องจาก
น้องคอมไปทำการชุบตัวลงวินโดว์ใหม่
เลยมิได้แตะคุณน้องเลย
วันนี้ก็แตะคอมเป็นครั้งแรกของวันค่ะ
ยังไงก็ต้องขอบคุณ ผู้มีพระคุณในการชุบตัวน้องคอมของเราด้วยค่ะ ^^
วันนี้เราจะมาเมาส์เรื่องของกิน
จากการท่องเที่ยวไปทั่ว แบบมั่วๆกันอีกซักนิด


ล่าสุดที่ญี่ปุ่นมา เนื่องจาก
หลายอย่างผิดคาด และกำหนดการ
คาดเคลื่อนแบบเอาแน่อะไรไม่ได้
จึงเกิดอาการไม่รู้จะไปไหนดี...
บรรกาศเด็กหลงทางตอนเช้าอะไรประมาณนั้น
นึกถึงหนูน้อยไม่ขีดไฟ ในหิมะตอนเช้ามืด
และกระเป๋าเดินทางใบใหญ่นะคะ
==

ฉะนั้น การเที่ยวแบบหลงๆ งมๆ ไปก็เกิดขึ้น
อย่างที่บอกไปว่าเราไม่มีแผนที่จะเที่ยวเลย
ไม่ได้จัดเตรียมการเดินทาง รู้แต่ว่าเมื่อคราวก่อนมัวแต่ตื่นสาย
จึงอดเที่ยวตลาดปลาตอนเช้า
แล้วทำไมตอนนี้เราไม่เที่ยวล่ะ
0_O ?

พยายามข้อมูลที่หลงอยู่ในสมองดู
ทั้งหมอที่จำได้คือ “สถานีซิคิจิ” และ รถไฟใต้ดิน “
GinZa line
เท่านั้น...อนาถจริงๆ สมองอันน้อยๆของหนู
ก็จำไม่ได้แล้วว่าไปงมอีท่าไหน
รู้สึกเหมือจะกางแผนที่รถไฟขาดๆ
กับถามเจ้าหน้าที่สถานี ของสาย
Ginza


แล้วก็ไปโผล่ที่...ที่นี่ที่ไหน ไม่เห็นซักตลาด 555
แต่คราวนี้ เดินงมไปแค่สองทิศ ไม่ถึงสี่ทิศ
ส่วนใหญ่เดินตามๆ คน ทางไหนคนเยอะก็ไปทางนั้น
พอเดินไปประมาณหนึ่งสี่แยก ก็เริ่มเห็นตลาด 






เราก็เดินเข้าไปด้วยอาการสั่นเทา ต้องหาซื้อที่ปิดปาก
บรรเทาความหนาว เพราะขณะนี้ สวมเพียงแค่
เสื้อลำลองตัวเดียวกับสูทสีดำอีกตัวเท่านั้น


โดยปกติมันกันหนาวได้แค่ห้องแอร์
แต่นี่ล่อตอนเช้าก็ปาเข้าไปติดลบ
ไม่แข็งตายก็บุญแล้ว ถ้าไม่ติดเป้นะ
ฉันคงกลายเป็นนักวิ่งมาราธอน เผาผลาญไขมัน ฮ๋าๆ

แต่มีเป้ เลยทำได้แค่วิ่งเยอะๆ
เท่านั้นแหละ อิ อิ แต่คนก็มองอยู่ดี


พอไปถึงตลาด ที่มันไม่ได้มีแค่ “ปลา”
แต่มีตั้งแต่ร้าน ราเมง (อารมณ์ร้านก๋วยเตี๋ญวในตลาดบ้านเรามาก)
























ร้านขายผัก ที่นี่ส่วนใหญ่แผงขายจะเป็นแนวลาด ขายในกล่องโฟม
 ยอดผักกูดด้วยนะ แต่แพงมาก ทุกอย่างแพงมาก
ผักแพงแบบไม่น่าให้อภัย มีผักหลายอย่างที่ไม่รุ้จั



ส่วนร้านปลาก็จะมีแล่เนื้อปลาให้ดู
ไม่คาวแบบบ้านเรา เพราะบ้านเขาหนาว
โดยรวมเหมือนตลาดบ้านเราที่มีหลายๆอย่าง
แต่ว่า บ้านเราอยากกินก็ซื้อ แต่นี้
แม้แต่ปลาซักชึ้นยังไม่อยากะแตะ
555  แพงเวอร์

ที่นี่ตลาดสด คือมันสดจริงๆ
ไม่มีแกงถุง ไม่ได้กลิ่นอาหารอุ่นๆยามเช้า
ไม่มีข้าวหลามร้อนๆ ตอนหนาว
เอาเป็นว่า ตลาดบ้านเราบรรยากาศอบอุ่นน่าซื้อของกว่าเยอะ

เดินไปเดินมาซักพัก ก็เริ่มหิว มีร้านซูชิ
หรือร้านข้าวหน้าปลาดิบหลายร้าน
สำรวจเรียบร้อยแล้วว่า ราคาพอๆกัน
แต่เราปกติ กินปลาดิบไม่เก่ง(เมื่อก่อนได้กลิ่นยังไม่ได้)

แต่ยังไม่เจอซักที จึงหันเหไปหาร้านไข่หวานแทน
เจอหลายแบบนะ จนได้ปริมาณที่คิดว่าคงไม่อิ่มเกินไป
บ้านเขานี่อะไรก็ต้องดูดีเน๊อะ ขนาดของในตลาด
แพ็คเกจยังดูดีเรย แต่ก็นั่นแหละ มันรวมราคาแล้ว
บ้านเราคไม่ได้กำไรกันพอดี ฮา...

คำแรกทีเข้าปาก ไบ่หวานร้อนๆ อุ่นๆน่ะเหรอ....ฝันไปเถอะ

มันคือไข่หวานแช่ตู้เย็นดีๆนี่เอง
=[]=!
จริงแล้วๆ ที่เขาทำสดๆก็มีนะ แต่ว่าเค้าทำอันใหญ่
เราไม่ได้ซื้อมากขนาดนั้น เลยไม่เรื่องมาก
แต่ก็อร่อยนะ อร่อยแบบเย็นๆ
แต่จริงๆ ไข่หวานที่เย็นแล้วจะไม่ค่อยรู้สึกถึงน้ำมันมาก
มันดีอย่างเสียอย่าง แต่ว่าถ้ากินในอากาศติดลบนี่ก็...สงสารตัวเอง
–‘’=





















หลังจากจิ้มกินจนหมดแล้ว ถ่ายรูปพอให้ชาวบ้าน
เขามองเหมือนคนบ้าที่แจ้งไข่หวานนานมากๆ
ก็มาเลือก ร้านข้าวหน้าปลาดิบกัน
คราวนี้ไม่หวังกับความอบอุ่นของอาหารแถมนี้แล้ว

เดินตรงไปด้วยความมั่นใจ กำลังจะเข้าร้านเท่านั้นแหละ
ปรากฎว่า...เดินเข้าผิดที่ เพราะทางเข้าจริงๆ
ไม่ได้อยุ่ตรงหน้า แต่มันอยู่ซ้ายมือเรานี่เอง นั่นมันคนละร้าน
ยืนหน้าแตกแป๊บหนึ่งว่ามันใช่มั้ย
แล้วก็เดินเข้าไปสั่งอาหารหน้าปลาดิบมาเมนูหนึ่ง






















แล้วเราก็เริ่มกิน อ้ำ...อร่อยๆ (เริ่มจากหมึก เราชอบมากกก)
เริ่มกินลดหลั่นตามความชอบไปทีละอย่าง  จาก
หมึก สองหมึก หอย มากุโระ แล้วก็ปลาไรซักอย่าง
กินมาได้ครึ่งชามรู้สึกเรยว่า ลิ้นรู้สึกถึงความเค็มขึ้นเรื่อยๆ
นี่ข้าวมันผสมเกลือแน่ๆ ยกข้าวขึ้นมาดม กลิ่นลมทะเลลอยมาติดจมูเลย
โอววว....รสชาติของท้องทะเล เคมๆนี่เอง

ที่น่าหนักใจคือ...กุ้งแล้วมากุโระบด คือจะบอกว่า
ไอ้มากุโระเป็นชิ้น เรายังพอกินได้
แต่มาแบบแหลกละเอียดนี่มันชวนอ้วกจริงๆ
เพราะ ไม่ต้องเคี้ยวมันก็แหยะๆ ด้วยความหนืดของเนื้อปลาอ่านะ

โดยปกติแล้ว เราจะหลีกหนีอาหารที่มันยืดๆ แหยะๆ กินแล้วมึนหัว
(เรากินลราดหน้าไม่ได้นะ เพราะมันยืด ฮ๋าๆ)

และแล้ว เราก็หาวิธีการกินด้วยการกินปลาที่ห่อด้วยขิงดอง
พร้อมวาซาบิ...
OMG ไม่ได้รสชาติไรเลยนอกจากความรู้สึกแหยะๆในสมอง
คราวนี้เริ่มอาการหนัก จะกินไม่หมดก็ไม่ได้
ไอ้คทำน่ะยืนมองหน้าอยู่ตรงหน้าเรย ฮ๋าๆ
ณ จุดๆนั้น มีใบไรเคี้ยวได้ เคี้ยวหมด จนในที่สุดมันก็หมด ฮ๋าๆ

ด่านสุดท้าย น้องกุ้งของเรา เกิดมา
เคยกินกุ้งดิบแค่กุ้งแช่น้ำปลา
รายนั้นกว่าจะกินไปก็ปาเข้าไปเกือบปี
มาคราวนี้สดๆ ไอ้ใบไม้ที่เป็ฯที่พึ่งก็ไม่เหลือ
แถมขิงดองยังเหลือนิดเดียว เราตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่า...
หัวคำท้ายคำเอาให้หมด
!
 คำแรก กัดท้ายกุ้งไป นิ่มๆ แต่ยังไม่ถึงแหยะ
กินได้ รสเค็มนิดๆหวานหน่อย ไม่คาว
ทำให้คำนี้รอดพ้นไปแบบไม่ต้องพึ่งขิง

ปัญหาอยู่ที่น้องหัวมันนี่แหละ หลังจาก
พยายามเด็ดหัว ประหารชีวิตน้องกุ้งเรียบร้อย
ก็ได้เวลากิน คำเดียว...เคี้ยวๆ ไป โดนเนื้อไม่เท่าไหร่

แต่เผอิญไปกัดใส่ตรงคอกุ้งที่เหมือนจะมีพวกสารอาหาร
ทั้งหลายทั้งแหล่ที่เราเดาแล้วว่ามันคงจะใช่

โอววว ถ้าหลับตานี่ ฉันจะเห็นภาพ
แพลงตอนน้อยแหวกว่ายในท้องทะเล
รู้สึกเหมือนกินสาหร่ายนิดๆ เค้มหน่อยๆ
สากๆด้วย..ความรู้สึกเหมือนกินน้ำทะเล


สรุปฉันกินกุ้งหรือแพลงตอน
สุดท้ายก็ส่งขิงดองชิ้นสุดท้ายเข้าปากเรียบร้อย


ถือเป็นการจบมือเช้า วันแรกในญี่ปุ่น...ระทึกจะไม่ไหว
ถอนหายใจยาวๆ ซดชาร้อนอึกใหญ่ๆ โดยรวมอร่อยนะ
แต่ด้วยการที่เราไม่ค่อยถูกกับปลาดิบเป็นทุนเดิม
ด้วยความอยากลอง ก็เป็นการกินที่ระทึกดีจริงๆ

หลังจากนั้นเราก็ไปเดินเล่นก่อนเข้าไปฝากกระเป๋าที่โรงแรม
ล๊าลา เหมือนมาเดินเล่นต่างจังหวัด ด้วยประการละฉะนี้

สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ บะบายยยย

Monday, April 21, 2014

เดินเป็นกิโล ตามหา KOOTS เพื่อชาเขียวหนึ่งแก้ว ที่ Azabu-Juban Tokyo

สวัสดีค่ะ ห่างหายไปนาน เพราะหนีขึ้นดอย 555
มีกิจกรรมมากมายอีกอย่างไม่มีเน็ตใช้เลย กันดาร
จากนี้เราจะทยอย ลงเรื่องที่เขียนไว้นะคะ


(วันที่
3 เมษายน 57)

สวัสดีตอนบ่ายนะคะ วันนี้เป็นดี ที่เราจะได้เป็นไทยซักที
เนื่องจากเป็นคนต่างด้าวมาประมาณ
6 เดือนเห็นจะได้
ได้ฤกษ์ ไปทำบัตรประชาชนมาพอดี พนักงานถามทำไมมาโผล่แถวนี้ได้

อีกอย่างเปลี่ยนงานใหม่ เปลี่ยนที่อยู่ใหม่ (ตอนนี้เป็นคนเรร่อน) อิ อิ
ในหัวข้อมูลเลยไม่อัพเดต จะทำอะไรก็ยากไปหมด
ยังไงก็ตามทุกอย่างสำเร็จลุล่วงด้วยดีค่ะ
^^

วันนี้ยังต้องทำงานข้ามวันข้ามคืนอยู่
แต่ไม่น่าจะเกินตีหนึ่งมากมายนัก
เพราะว่าวันพรุ่งนี้ต้องรีบไปทำงานอีกที่หหนึ่ง และไกลด้วย
ชีวิต ช่วงนี้เลยดูยุ่งเป็นพิเศษ

ตอนนี้ถือว่าลงทุนชีวิตไปแบบทำใจนิดๆ
555
และคาดว่าอาจจะต้องใช้ชีวิตอยู่ตามโรงแรม
เรร่อนแบบนี้ไปอีกเกือบเดือน
วันนี้มาซะยาวเรย
ที่ตัดสินใจเขียนในตอนบ่ายเพราะว่า
คืนนี้ต้องรีบนอนเพื่อที่คืนนี้จะได้นอน
ตื่นแต่เช้า
^^

วันนี้เราจะเล่าเรื่องของขนมนมเนย 





















ร้าน KOOTS จริงๆ อาจจะไม่ใช่ร้านดังๆใหญ่ๆ
แต่ว่าที่ไปกินเพราะว่าคนที่เราชื่นชม ชอบร้านนี้เลยลองอยากไปกินดูค่ะ
และไม่ผิดหวัง ชาเขียวจริงๆเรยคราวนี้

ทั้งที่ โดยปกติแล้วเราเป็นคนไม่ชอบชาเขียว
เวลานี้กลับกินได้หน้าตาเฉยค่ะ
ที่ร้านนี้จริงๆมีทั้งอาหาร ของหวานไอศครีมและเครื่องดื่มค่ะ
แต่ไฮไลท์ของร้านคือชาเขียวค่ะ

เราก็จัดการสั่ง ชาเขียวลาเต้มาแก้วหนึ่งและชาเขียวพาเฟ่มาค่ะ
พาเฟ่เราสามารถเลือกหน้าได้ค่ะ
เราเลือกถั่วแดง สตอเบอรี่ และอะไรขาวๆไม่รู้อีกอย่าง






















ที่จริงเพราะเราไม่เคยกินพาเฟ่ที่ญี่ปุ่นค่ะ
มากินครั้งแรก ตอนสั่งก็เขินๆเหมือนกัน

ระบบที่ร้านนี้เปนระบบที่
help yourself ค่ะ
คล้ายแม็กหรือเคเอฟซีที่บ้านเรา
แต่เขาแยกเค้าท์เตอร์สั่งของกับเค้าท์เตอร์รับของ
เหมือนสตาร์บัค(ไม่รู้บ้านเราเหมือนที่ญี่ปุ่นมั้ย ไม่เคยเข้าสตาร์บัคที่ไทยซักที)


พอสั่งเสร็จ ก็ยืนชมนกชมไม้ ในร้านไป
หน้าเคาท์เตอร์ค่อนข้างหน้าสนใจค่ะ
มีอะไรน่ารักๆให้มอง ไม่เกินสองนาที
ก็ได้รับรายการของที่สั่งพร้อมถาด

ร้านนี้ชั้นนั่งกินอยู่ชั่นสองค่ะ
ตามสไตล์ญี่ปุ่น พื้นที่เล็กแคบๆ แต่ตกแต่งให้สบายต่าค่ะ
พอขึ้นไปเราก็หาที่นั่งปลีกวิเวกที่สามารถมองภาพรวมของร้านได้ค่ะ
แต่ว่าไม่กล้ายกกล้องขึ้นมาถ่าย เกรงใจเขา
โดยรวมแล้วลูกค้าในร้านนี้จะเป็นผู้หญิงซะส่วนใหญ่
แต่เป็นคล้ายคุณแม่บ้านมานั่งเมาส์กันเล็กน้อย
เมาส์แบบสงบเสงี่ยมนะคะ โฮะ โฮะ

แต่บรรยากาศแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นคนมีอายุแล้วที่มานั่ง
ไม่เข้าใจ คนที่แนะนำเหมือนกันว่า
ทำไมเลือกร้านที่ไม่เข้ากับอายุตัวเองเอาซะเลย
หยุดความคิดกวนๆ ไว้เท่านั้นแหละ





















แล้วก็เริ่มต้นทานขนม
คำแรกที่ทานไอติมชาเขียว....อร่อย นุ่มลิ้น
ไม่ฝืดคอเลย ถึงอากาศจะเย็นก็ไม่รู้สึกยะเยือก
ตัวชาเขียวก็ไม่ขมมากไป แต่ก็ไม่หวานเลย
คาดว่าอาจจะกลบด้วยนมจืดนะ เป็นอะไรที่ถูกใจมากๆ

คำที่สอง ลองตักกับทอปปิ๊ง ข้างล่างมีน้ำเชื่อมติดมาด้วย
คราวนี้ล่ะ....หวานจับใจ ฮ่าๆ เลยต้องกินคู่กับไอติมชาเขียวไป
และแล้วก็ได้รู้วิธีกิน คือการกินแบบมีสัดส่วนจะทำให้รสชาติ
เข้กันพอดี หวานนิดๆ มันหน่อยๆ

แต่ถ้าไอติมหมดก่อนล่ะ
? ก็เหลือแต่ทอปปิ้งหวานๆ
จนอดไม่ได้ที่จะยก ชาเขียวลาเต้ขึ้นซด
ซึ่ง รู้สึกถึงความขมของชาเขียวเลย คราวนี้ ขม ==''
ลองดื่มอึกใหญ่อีกที ขมจริงๆ ชาเขียวจริงๆ
เฝื่อนๆ
แต่ว่าพอกลืนแล้วมันรู้สึกอร่อยแบบแปลกๆ

แต่ถ้ากินกับพาเฟ่หวานๆ มันก็อร่อยอีก 
สรุป จ้วงเอาๆ จนไม่เหลือซาก และชาเขียวลาเต้ก็เกลี้ยง
แอบเสียดายที่หมดเร็ว ฮ๋าๆ

หลังจากที่กินเสร็จ เขาจะมีโซนที่เก็บของ
แยกถ้วยจาน ถาด หลอด อะไรก็ว่าไป
ดีตรงที่ ทำให้เรากินระวังมากขึ้น
เก็บเอง ทำให้ไม่ต้องใช้พนักงานเยอะ
พนักงานไม่มากวนเราด้วย
พอเก็บเสร็จแล้ว ก็ลงมาขอถ่ายรูปร้านเขา 

















ถ่ายได้แค่รอบๆ แค่อย่าถ่ายคน
(เคารพความเป็นส่วนตัวของเขา)

แล้วเราก็ชื่นชมโน่นนี่ซักพักก็กลับ
ด้วยการพักผ่อนแบบชิวๆ อิ อิ

การเดินทางไปร้านนี้ไม่ยากนะคะ ลงสถานี 
Azabu-Juban 
ไปทางรถไฟใต้ดินที่สามารถใช้ได้มี
2 สาย
คือ Toei 
Oedo line และ 
Tokyo metro Nanboku line
แต่แนะนำให้ขึ้น 
Tokyo metro Nanboku lineเพราะถ้านั่ง Oedo line ต้องเดินอีกประมาณ เกือบกิโล(เดินมาแล้ว)

ใครไปแถวนั้นก็ลงแวะดูนะคะ ^^
KOOTS WEBSITE

สำหรับคนที่ชินกับชาเขียวอาจจะกินเพียวๆได้
แต่สำหรับเรา เราคิดว่า การกินอาหาร
และการปรุงรสชาติอาหารแต่ละอย่างมันมีเหตุผล
ถ้ากินทุกอย่างที่เขาจัดมาให้ เราจะรู้สึกอิ่มพอดี
แต่ถ้าเลือกกินอย่างใดอย่างฟหนึ่งมันจะทำให้รสชาติของอาหาร
มันจะเกินไปสำหรับเรา เช่น ทำไมต้องมีผักดอง ทำไมต้องมีเครื่องเคียง

เมื่อก่อนเราเลือกกินนะ แบบว่ากินแต่อันนี้แต่ไม่กินเครื่องเคียง
และรู้สึกเลี่ยนทุกครั้งที่กินเทมปุระ หรือรู้สึกจืดชืดทุกครั้งที่กินโซบะ
แล้วไม่ใส่ต้นหอม เพราะเราไม่ชอบ
แต่เดี๋ยวนี้ กินทุกอย่าง เพราะรู้ว่าทุกอย่างที่จัดมา
มันจะทำให้เรากินอาหารในรสชาติที่พอดี

กิมจิหรือผักดองทำให้ไม่เลี่ยน
ต้นหอม กับวาซะบิ ทำให้น้ำจิ้มอุด้ง
มีรสชาติ และความหอม
ยังไงก็ลองกินอาหารให้หมดทุกอย่างดูนะคะ
แล้วจะพบว่า แม้จะทานอาหารเมนูเดิม แต่อร่อยได้แบบแต่งต่าง


สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ ^^

หลงทิศ หลงฝั่ง กับรถไฟในโตเกียว


สายยันต์สวัสดิ์ค่ะ จริงๆต้องพูดว่าอรุณสวัสดิ์ด้วยซ้ำ 
เพราะกว่าจะเลิกงานก็ปาเข้าไปตี 2 กว่าแล้ว
และคืนนี้ก็พักที่โรงแรมใกล้ที่ทำงานค่ะ คาดว่าจะพักที่นี่ประมาณ สองคืน
ก่อนจะย้ายไปที่อื่นต่อ และเล็งเห็นแล้วว่าคงต้องย้ายที่นอนไปอีก
2 – 3ครั้ง
เพราะงานใหม่ยังไม่ลงตัวและต้องคอยช่วยส่วนอื่นๆด้วย
















เอาล่ะค่ะ วันนี้เราคงออกจาก ฮอกไกโดกันแล้ว
จริงๆ มันมีหลายเรื่องที่น่าประทัใจอยาก บอกเล่าเหมือนกัน
แต่ว่าเรื่องราวมันไม่ยาวพอจะเอามาเขียนได้
มาเข้าเรื่องกันดีกว่า วันนี้จะมาความเปิ่นของตัวเอง
กับการหลงทิศที่ไม่ว่าจะกี่ครั้งๆก็ไม่เคยหลาบจำซักเท่าไหร่



















อันเนื่องมาจากเป็นที่รู้กันว่ารถไฟฟ้าบ้านเรา มันมีแค่ไปกลับ 
และทางขึ้นรถแค่สองฝั่ง ย้อนเมื่อครั้งไปญี่ปุ่นครั้งแรกกันอีกครั้ง
ที่คิดว่า รู้สถานีแล้วคงเดินทางได้ง่ายๆ
และมันคงไม่อยากยังไงก็สองฝั่งอยู่แล้ว

แต่คิดผิดค่ะ คราวนี้ก็เหนื่อยกันตั้งแต่ต้นเลย
เพราะสถานีรถไฟที่ญี่ปุ่นมันมีหลายสาย หลายประตู
แถมหลายชั้นด้วย

และที่ไม่เข้าใจตัวเองคือ
ไม่ว่าจะขึ้นรถไฟทีไร ต้องขึ้นผิดฝั่งทุกที
และที่น่าเจ็บใจยิ่งกว่าก็คือ...
ตอนที่เห็นรถไฟคันที่เราจะขึ้นออกไปจากชานชลาต่อหน้าต่อตา
หรือไม่ก็ เห็นรถไฟที่เราจะขึ้น กำลังจะเทียบชานชลา
โดยที่เรายังยืนบื้ออยู่ฝั่งตรงข้าม
วิ่งข้ามฝั่งแทบไม่ทัน และส่วนใหญ่ก็ไม่เคยจะทัน
555

สาเหตุที่มักจะขึ้นผิดเพราะ เรามักจะจดสถานีที่เราจะไป
แต่ป้ายบอกสถานีของแต่ละฝั่ง มันไม่ได้บอกทุกสถานี
ส่วนใหญ่มักจะบอกสถานีใหญ่ๆ เช่น โตเกียว และชื่อสถานีปลายทาง

ฉะนั้นการที่เราจะไปไหนซักที ก็ลองนึกดูว่า
เราผ่านสถานีเหล่านั้น หรือไปทางเดียวกันมั้ย
จะทำให้ประหยัดเวลาในการนั่งงมกว่าเยอะ

แต่ตอนนั้นเรายังไม่รู้ไง ก็หลงไปสิ วันละ
5 รอบอย่างต่ำ ฮ๋าๆ
ยังจับจุดไม่ได้ ถ้าเป็นพวกสถานีใหญ่ๆก็ไม่ค่อยเหนื่อยเพราะ มีบันไดเลื่อน
แต่องคิดดู สถานีเล็กๆ ไม่มีบันไดเลื่อน มีแต่บันไดเท้า
แทบจะลิ้นห้อยกันเลยทีเดียว
ไม่นับบางรอบที่ต้องขนกระเป๋าเดินทาง เดินขึ้นบันไดนะ
แล้วขึ้นไปปรากฎว่าผิดฝั่ง
แทบจะเอากระเป๋าเดินทางเขวี้ยงไปฝั่งโน้นแล้วจะรีบวิ่งไปรับ
แขนนี่พังหมดทุกกระเบีบดนิ้ว


ส่วนใหญ่รีวิวไปเที่ยวหลายๆบทความ
มักจะบอกว่าขึ้นสถานีไหน สายอะไร
แต่พวกเขาก็ลืมบอกว่า จะขึ้นฝั่งไหนและดูยังไง
==’’
ก็เอาไปเป็นความรู้เล็กน้อย
ลดความเหนื่อยจากการหลงทางได้เยอะทีเดียว

ลองเอาไปใช้ดูนะคะ เผื่อเป็นพวก หลงทิศหลงทาง
ดูแผนที่กลับหัวเหมือนคนเขียน สำหรับวันนี้ดึกมากแล้ว
ราตรีสวัสดิ์ค่ะ บะบายย

Tuesday, April 1, 2014

หลงทางกลางหิมะ @ Sapporo

สวัสดีวันหลอกเล่น อิ อิ
วันนี้ถ้าไม่เอะใจ

คงโดนหลอกแล้ว(เราถึงเราด้วย)

วันนี้ทำงานใหม่วันแรก โดนสูบพลังงานไปเกลี้ยง
เลยมาลงช้า มีอาการหงุดหงิดนิดหน่อย
กับงานใหม่ เพราะความคิดที่

ต้องจะต้องปรับค่อนข้างเยอะ

การปรับอะไรใหม่ๆไม่ยาก

เท่าการปรับให้มาตรฐานในใจเราลดลง
ลดความเข้มงวดในทุกๆด้านของตัวเองลง

เพราะคนอื่นเขาไม่ได้ถูกเทรนเหมือนเรา 

มาเข้าเรื่องดีกว่า วันนี้ จะมาเล่าเรื่องต่อจากเมื่อวาน
สืบเนื่องมาจากการโดนทิ้งที่อาโอโมริ 
เราก็มาถึงซับโปโรในเวลาตีห้าครึ่ง 


ทางเดินหน้าสูนย์ราชการซับโปโร














ออกมาสัมผัสหิมะสูงท่วมหัวกันตอนเช้ามืด
กับกระเป๋าลาก +กระเป๋าเป้ สุทธิ รวม15 กิโลกรัม
มหกรรมงมหาโรงแรมก็เกิดขึ้น 

เริ่มจากจากสถานี sapporo

กางแผนที่เรียบร้อยเดินๆไป พยายามเดินไปตามถนน
พอคิดว่าน่าจะใช่ก็ไม่ใช่ เดินอยู่ประมาณ 30 นาที

หิมะก็เริ่มตก น้ำมูกไหลไม่หยุด
ปากแตกไปเรียบร้อย 

คราวนี้พยายามพลิกแผ่นที่ทีละมุม
เดินตามทุกทิศก็ไม่เจอ

จนกระทั่งทนไม่ไหว
ปิดแผนที่ซะให้หมดเรื่อง และเดินหาทีละตรอก
เดินวนอยู่ประมาณ 10 สี่แยก...
เดินไปถึงสวนกลางเมืองซัปโปโร แถวๆทาเวอร์
ทั้งที่ในแผนที่มันเดินแค่ประมาณ สี่แยกเท่านั้น

หลงอยู่จนประมาณ 6:30 AM
ดูเหมือนว่าพนักงานคนหนึ่งจะยืนรอคนอยู่
เห็นเราเดินวนไปๆมาๆ
ลงสัยจะทนไม่ได้เดินมาบอกว่าถนนนี้ไปทางไหน
เราเดินไปตามที่เขาบอก 

ตอนแรกเจอโรงแรมที่คิดว่าใช่

แต่พอไปติดต่อพนักงานเขาบอกว่า
ชื่อมันคล้ายกัน แต่มันคนละโรงแรม
เงิบเลยคราวนี้ สงสัย พนักงานจะสงสาร



เลยแก้อาการเงิบของเราด้วยการบอกว่า
โรงแรมที่คุณจะไปอยู่ตรงข้ามโรงแรมเรานี่เอง
พอเรามานั่งดูป้ายแล้ว คิดได้เลยว่า

ไม่แปลกที่เราจะไม่เห็น
เพราะป้ายมันอยู่ในซอยที่แยกเข้ามาในตรอกอีกทีหนึ่ง
ส่วนประตูที่ติดกับถนนใหญ่ แทบไม่เห็นป้าย
ถ้าไม่เดินเข้ามาใกล้ๆ มันไม่ยื่นออกมา
และมาดูๆแล้ว เราเดินผ่านตรงนี้ประมาณ 3 รอบ 
==’’

อยากจะด่าตัวเองจริงๆ คราวหน้าต้องดูทีละตึก 

เรื่องก็จบลงที่เราถึงโรงแรมประมาณ เวลา7 โมงกว่าๆ
เดินหาโรงแรมท่ามกลางหิมะตั้งแต่ 5:30...
ประมาณ ชม.ครึ่ง ที่เดินเล่นเป็นเขาวงกฎกับซับโปโร
กับกระเป๋า 
15 kg. และหิมะแทบจะแข็งตาย 

หลังจากครั้งนั้น ทุกครั้งก่อนจะไปตามหาสถานที่
เราจะถามนายสถานีก่อน เพราะรู้ทีหลังว่า
สเกลแผนที่ที่เขามี เป๊ะมาก แยกเล็กแยกน้อย

แถมเค้าจะบอกว่าเดินไปทางไหนด้วย
จะเดินหาง่ายกว่าการตรงมาหาเอง
ถึงแม้เค้าจะพูดโต้ตอบอังกฤษไม่ได้
แต่ว่าเขาก็ฟังเราออก

เวลาจะไปไหน จงกล้าที่จะถาม และถามให้ถูกคน

อย่าคิดว่าเขาเป็นคนแถวนี้แล้วจะรู้เหมือนบ้านเรา

สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ อิ อิ


คริสต์มาส ไวท์อิลูมิเนชั่น @sapporo