สวัสดีค่ะ ทุกท่าน
ช่วงนี้อากาศร้อนจนเกือบไม่สบายหลายรอบ
ทุกคนรักษาสุภาพกันด้วยนะคะ ไม่ว่าร้อนหรือเย็น
พยายามอยู่ในสภาวะในอากาศที่คงที่จะดีกว่าค่ะ
วันนี้มีเรื่องเล่าที่แปลกไปจากปกติสักเล็กน้อยค่ะ
ส่วนใหญ่เราจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับญี่ปุ่นใช่มั้ยคะ
แต่วันนี้จะเล่าเรื่องท่องเที่ยวในอีกแบบหนึ่งค่ะ
เที่ยวในไทยนี่แหละ ไม่อาจเรียกได้ว่าท่องเที่ยว
อย่างทั่วไปได้เต็มปากนัก
ขอเรียกว่า การได้ท่องเที่ยวทางจิตใจก็แล้วกันนะคะ
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า ปีนี้ เป็นปีชงของราศีที่เราเกิดพอดี
อาการอยากทำบุญจึงมีมากเป็นพิเศษ
แถมต่อมกตัญญูดูจะมีมากกว่าปกติ
เกิดความคิดอะไรไม่รู้ แถมประจวบเหมาะแถวบ้านที่เชียงใหม่
ส่วนใหญ่เราจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับญี่ปุ่นใช่มั้ยคะ
แต่วันนี้จะเล่าเรื่องท่องเที่ยวในอีกแบบหนึ่งค่ะ
เที่ยวในไทยนี่แหละ ไม่อาจเรียกได้ว่าท่องเที่ยว
อย่างทั่วไปได้เต็มปากนัก
ขอเรียกว่า การได้ท่องเที่ยวทางจิตใจก็แล้วกันนะคะ
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า ปีนี้ เป็นปีชงของราศีที่เราเกิดพอดี
อาการอยากทำบุญจึงมีมากเป็นพิเศษ
แถมต่อมกตัญญูดูจะมีมากกว่าปกติ
เกิดความคิดอะไรไม่รู้ แถมประจวบเหมาะแถวบ้านที่เชียงใหม่
มีสำนักปฎิบัติธรรม เราจึงตัดสินใจ บวชพราหมณ์ เป็นเวลา 7 คืน 8 วัน
ณ สำนักปฎิบัติธรรมดอยเทพนรมิตร อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่
เป็นภูเขาลูกเล็กๆ ที่เขาถวายให้วัด เพื่อเป็นสำนักปฏิบัติธรรมโดยเฉพาะ
สถานที่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเมืองมากนัก แต่โดยรอบเป็นสวน
และหมู่บ้านเล็กๆล้อมรอบ อากาศดีและวิเวกเหมาะสำหรับการปฎิบัติธรรม
วันที่เราไปติดต่อ พบแม่ชีท่านหนึ่ง สอบถามเรียบร้อย
ท่านตอบแต่เพียงว่า แค่ชุดขาว แบบห่มสไบ
(เกิดมาไม่เคยใส่ผ้าถุงและสไบใช้ชีวิตประจำวัน) ==''
และอุปกรณ์การใช้ในชีวิตประจำวันก็เพียงพอ
และแล้วด้วยความสซื่อวันแรกเราก็ไปแต่ตัวจริงๆ
ถึงได้รู้ว่าคิดผิดเต็มๆ เพราะอุปกรณ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่
แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ^^
วันที่หนึ่งของการปฎิบัติธรรมถือศีล 8
เราเข้าไปประมาณ บ่าย 4 โมงเย็น
ตามการแนะนำของ แม่ชีท่านหนึ่งที่เราติดต่อไว้เมื่อวาน
มารู้ทีหลังว่า ท่านชื่อ “ชีเร” เป็นแม่ชีที่ดูสำรวมมากท่านหนึ่ง
เมื่อมาถึงท่านก็พาเราเข้าที่พัก และถามว่าเราเอาอะไรมาบ้าง
ที่ออกจะงงเล็กน้อย คือ การที่เราขาดสิ่งสำคัญคือ ไฟฉาย ยากันยุง ผงซักฟอก
จริงๆ เพราะเราซื่อ(บื้อ) ด้วยความที่เรา
อาจจะเคยชินกับการพักนอกบ้าน
ส่วนใหญ่เราจะพกแค่ของส่วนตัวจริงๆ
ยอมรับเลยว่า เรานั้นยังเด็ก และคิดน้อยเกินไปจริงๆ
ชีเร พาเราเดินชมทั่วเขา แนะนำว่าต้องทำอะไรที่ไหน อย่างไรบ้าง
ที่เราได้เรียนรู้สิ่งแรกคือ เราต้องรู้จักรับผิดชอบตัวเอง
และไม่เบียดเบียนผู้อื่น ทีแรกเราคิดว่า อาจดูเห็นแก่ตัวนิดๆ
ที่อะไรก็ดูจะคิดถึงตัวเอง นี่คือความคิดจริงๆนะ เวลานั้น
เราจึงทำตามโดยมี่ขัดต่อใจเรามากที่สุด คือการ
ไม่เบียดเบียนหรือไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนก็พอล่ะมั๊ง
ชีเรได้แนะนำสำหรับตารางการทำกิจกรรมปฎิบัติกุศลในแต่ละวัน
4:00 AM สัญญาณระฆังเตรียมตัวทำวัตรเช้า(ให้เราเตรียมตัวและเข้าไปรอในพระธาตุ)
4:30 AM ทำวัตรเช้า
7:30 AM ร่วมถวายภัตตาหาร
3:00 PM ทำความสะอาดบริเวณพระธาตุ
4:00 PM พักทำกิจส่วนตัว
5:00 PM ระฆังสัญญาณเตรียมทำวัตรเย็น
5:30 PM ทำวัตรเย็น
7:30 PM นั่งสมาธิ/ กรรมฐาน เดินจงกลม ปฎิบัติกุศล ตามอัธฌาศัย
เท่าที่ดู เราก็คิดว่าคงได้นอนเร็ว หุ หุ ถ้านอน มากพอเราคงไม่เป็นไร
ณ สำนักปฎิบัติธรรมดอยเทพนรมิตร อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่
เป็นภูเขาลูกเล็กๆ ที่เขาถวายให้วัด เพื่อเป็นสำนักปฏิบัติธรรมโดยเฉพาะ
สถานที่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเมืองมากนัก แต่โดยรอบเป็นสวน
และหมู่บ้านเล็กๆล้อมรอบ อากาศดีและวิเวกเหมาะสำหรับการปฎิบัติธรรม
วันที่เราไปติดต่อ พบแม่ชีท่านหนึ่ง สอบถามเรียบร้อย
ท่านตอบแต่เพียงว่า แค่ชุดขาว แบบห่มสไบ
(เกิดมาไม่เคยใส่ผ้าถุงและสไบใช้ชีวิตประจำวัน) ==''
และอุปกรณ์การใช้ในชีวิตประจำวันก็เพียงพอ
และแล้วด้วยความสซื่อวันแรกเราก็ไปแต่ตัวจริงๆ
ถึงได้รู้ว่าคิดผิดเต็มๆ เพราะอุปกรณ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่
แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ^^
วันที่หนึ่งของการปฎิบัติธรรมถือศีล 8
เราเข้าไปประมาณ บ่าย 4 โมงเย็น
ตามการแนะนำของ แม่ชีท่านหนึ่งที่เราติดต่อไว้เมื่อวาน
มารู้ทีหลังว่า ท่านชื่อ “ชีเร” เป็นแม่ชีที่ดูสำรวมมากท่านหนึ่ง
เมื่อมาถึงท่านก็พาเราเข้าที่พัก และถามว่าเราเอาอะไรมาบ้าง
ที่ออกจะงงเล็กน้อย คือ การที่เราขาดสิ่งสำคัญคือ ไฟฉาย ยากันยุง ผงซักฟอก
จริงๆ เพราะเราซื่อ(บื้อ) ด้วยความที่เรา
อาจจะเคยชินกับการพักนอกบ้าน
ส่วนใหญ่เราจะพกแค่ของส่วนตัวจริงๆ
ยอมรับเลยว่า เรานั้นยังเด็ก และคิดน้อยเกินไปจริงๆ
ชีเร พาเราเดินชมทั่วเขา แนะนำว่าต้องทำอะไรที่ไหน อย่างไรบ้าง
ที่เราได้เรียนรู้สิ่งแรกคือ เราต้องรู้จักรับผิดชอบตัวเอง
และไม่เบียดเบียนผู้อื่น ทีแรกเราคิดว่า อาจดูเห็นแก่ตัวนิดๆ
ที่อะไรก็ดูจะคิดถึงตัวเอง นี่คือความคิดจริงๆนะ เวลานั้น
เราจึงทำตามโดยมี่ขัดต่อใจเรามากที่สุด คือการ
ไม่เบียดเบียนหรือไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนก็พอล่ะมั๊ง
ชีเรได้แนะนำสำหรับตารางการทำกิจกรรมปฎิบัติกุศลในแต่ละวัน
4:00 AM สัญญาณระฆังเตรียมตัวทำวัตรเช้า(ให้เราเตรียมตัวและเข้าไปรอในพระธาตุ)
4:30 AM ทำวัตรเช้า
7:30 AM ร่วมถวายภัตตาหาร
3:00 PM ทำความสะอาดบริเวณพระธาตุ
4:00 PM พักทำกิจส่วนตัว
5:00 PM ระฆังสัญญาณเตรียมทำวัตรเย็น
5:30 PM ทำวัตรเย็น
7:30 PM นั่งสมาธิ/ กรรมฐาน เดินจงกลม ปฎิบัติกุศล ตามอัธฌาศัย
เท่าที่ดู เราก็คิดว่าคงได้นอนเร็ว หุ หุ ถ้านอน มากพอเราคงไม่เป็นไร
จากนั้นชีเรท่านก็สอนเรื่องศีล 8 ที่เราต้องรับในวันนี้หลังทำวัตรเย็น
โดยทั่วไปเราจะมีศีลห้า แค่เพิ่มมาอีกสามข้อ
แต่ว่า ก็จะมีรายละเอียดเพิ่มมา เช่น การไม่ละเมิด
หรือประพฤติผิดในกามรวมถึงการ
ไม่ควรแตะต้องตัว ผู้อื่น โดยไม่จำเป็นด้วย
แม้แต่หญิงด้วยกันก็ไม่ควรนวดเฟ้นให้กันอะไรประมาณนั้น
และที่หนักๆสำหรับเราเลย คือการงดการขบเคี้ยวหลังเที่ยงวัน
เพราะมันรวมไปถึงการกินอาหารอย่างสำรวม ด้วย ดูและหยิบย่อย
เหมือนมีเพิ่มมาอีกซักหน้าสิบข้อก็ไม่ปาน ไม่ควรเดินกิน หรือดื่ม
ไม่ส่งเสียงดังเวลาเคี้ยว หรือการวางช้อนจนเกิดเสียงดังรบกวนผู้อื่น
รวมถึงการพูดคุยระหว่างมื้ออาหารอีกด้วย
ที่จริงๆ ไม่ว่าเขาห้ามอะไรหรอก
แต่ว่าเป็นการสำรวมในการรักษาศีลที่ควรทำเท่านั้นแหละ
เราเองเวลานั้นไม่รู้อะไรเลย ก็พยายามที่จะปฎิบัติให้เคร่งครัดมากที่สุด
รู้สึกเครียดเหมือนกัน เพราะเราต้องเตือนนเองตลอดเวลา
ทุกกริยาที่แสดงออกเครียดมากเลยนะ ว่าจะทำได้มั้ยเน้ออออ
และแล้ว ก็มาถึงเวลาทำวัตรเย็นในเวลา 17.30 น.
เราเองเวลานั้นไม่รู้อะไรเลย ก็พยายามที่จะปฎิบัติให้เคร่งครัดมากที่สุด
รู้สึกเครียดเหมือนกัน เพราะเราต้องเตือนนเองตลอดเวลา
ทุกกริยาที่แสดงออกเครียดมากเลยนะ ว่าจะทำได้มั้ยเน้ออออ
และแล้ว ก็มาถึงเวลาทำวัตรเย็นในเวลา 17.30 น.
พอเริ่มทำวัตรเย็น ความลำบากเริ่มมากเยือน
ด้วยการนั่งท่าเทพธิดา ได้แค่หน้านาที
เข่าก็เจ๊งกะบ๊งซะแล้ว สุดท้ายได้แต่นั่งพับเพียบนั่งสวดตามหนังสือ
ความลำบากสิ่งต่อมาคือ... การสวดมนต์แบบแร๊พ(ในความคิดเรา ณ ตอนนั้น)
เพราะปกติ ไม่ค่อยได้สวดมนต์ แต่ละคำก็พลิกลิ้นแทบไม่ทัน
แต่เป็นอะไรที่มหัศจรรย์มากในระดับของตัวเองที่สามารถนั่งสวดมนต์ได้ถึง ครึ่ง ชม.
เพราะโดยปกติแล้ว ฟังเสียงพระสวดแค่ห้นาทีก็ง่วงแล้ว
พอทำวัตรเย็นเสร็จ ก็ไปรับศีล 8 หลังจากรับศีลแล้ว
ก็คิดว่าเราอยู่ในศีลโดยสบูรณ์จากนี้ต้องพยายามล่ะ ^^
ด้วยการนั่งท่าเทพธิดา ได้แค่หน้านาที
เข่าก็เจ๊งกะบ๊งซะแล้ว สุดท้ายได้แต่นั่งพับเพียบนั่งสวดตามหนังสือ
ความลำบากสิ่งต่อมาคือ... การสวดมนต์แบบแร๊พ(ในความคิดเรา ณ ตอนนั้น)
เพราะปกติ ไม่ค่อยได้สวดมนต์ แต่ละคำก็พลิกลิ้นแทบไม่ทัน
แต่เป็นอะไรที่มหัศจรรย์มากในระดับของตัวเองที่สามารถนั่งสวดมนต์ได้ถึง ครึ่ง ชม.
เพราะโดยปกติแล้ว ฟังเสียงพระสวดแค่ห้นาทีก็ง่วงแล้ว
พอทำวัตรเย็นเสร็จ ก็ไปรับศีล 8 หลังจากรับศีลแล้ว
ก็คิดว่าเราอยู่ในศีลโดยสบูรณ์จากนี้ต้องพยายามล่ะ ^^
และแล้วเราก็เข้าใจว่าทำไมต้องใช้ไฟฉายและยากันยุง
เพราะพระท่านให้เรานั่งกรรมฐานที่ลานกลางแจ้ง
และเวลากลางคืนที่นี่จะไม่เปิดไฟพร่ำเพื่อ นอกจากที่พักแล้ว
นอกนั้นจะมืดสนิท เวลาเดินไปไหนมาไหนต้องใช้ไฟฉาย
เราก็เดินสะดุด ตกบันไดไปหลายขั้นบ้าง ยังโชคดีที่ฟ้าสว่างพอเห็นอยู่บ้าง
ไม่กลิ้งตกเขาก็ถอว่าโชคดีแล้ว และเนื่องจากที่นี่ บนลานบริเวณพระธาตุ
และรอบๆ เขาจะไม่สวมรองเท้าเดินกัน
ส่วนใหญ่ก็ชะชีวิตประหนึ่งรองเท้ามิจำเป็นนอกจากตอนเดินลงพื้นดิน
เมื่อเราถึงลานกว้างที่นั่งกรรมฐานแล้ว ก็มีพระภิกษุ และแม่ชีหลายท่าน
นิ่งรออยู่ก่อนแล้ว เราก็เข้าไปนั่งด้านหลังของฝั่งแม่ชี
ที่นี่แม้จะมีทั้งพระภิกษุสงฆ์และแม่ชีในจำนวนพอๆกัน
แต่การปฎิบัติอย่างสำรวม แบ่งแยกตามความเหมาะสมอย่างชัดเจน
ทำให้รู้สึกว่าแม้จะเป็นหญิงก็อยู่ในธรณีเดียวกับพระภิกษุสงฆ์ได้อย่างไม่อึดอัด
เพราะทุกท่านปฎิบัติ ด้วยความตื่นรู้ในสติ และสำรวม ^^
และแล้ว...เวลาแห่งหายนะ วันแรกของเราก็มาถึง จากคนที่ทำอะไรไม่เคยอยู่นิ่ง
ต้องมานั่งกรรมฐานเป็นเวลาหนึ่ง ชม. ครึ่ง ให้ยุงกัดเล่นๆ
จะตบไปก็ไอ้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ไม่เคยคิดจะมีกับยุงก็แวบเข้ามา ได้แต่ปัดให้พ้นๆ
วันแรกของการนั่งกรรมฐานจึงมีแต่ ยากันยุง ยากันยุง เต็หัวไปหมด
หลุดบ้างอะไรบ้าง บางครั้งไม่ไหวจริงๆ ก็นั่งมองพระจันทร์
ในท่ามกลางความมืดของธรรมชาติลมเย็น ซับบรรยากาศที่เงียบสงบ
(ได้ข่าวว่าเค้าให้นั่งสมาธิมานั่งดื่มด่ำบรรยากาศเฉยเลย)
เพราะพระท่านให้เรานั่งกรรมฐานที่ลานกลางแจ้ง
และเวลากลางคืนที่นี่จะไม่เปิดไฟพร่ำเพื่อ นอกจากที่พักแล้ว
นอกนั้นจะมืดสนิท เวลาเดินไปไหนมาไหนต้องใช้ไฟฉาย
เราก็เดินสะดุด ตกบันไดไปหลายขั้นบ้าง ยังโชคดีที่ฟ้าสว่างพอเห็นอยู่บ้าง
ไม่กลิ้งตกเขาก็ถอว่าโชคดีแล้ว และเนื่องจากที่นี่ บนลานบริเวณพระธาตุ
และรอบๆ เขาจะไม่สวมรองเท้าเดินกัน
ส่วนใหญ่ก็ชะชีวิตประหนึ่งรองเท้ามิจำเป็นนอกจากตอนเดินลงพื้นดิน
เมื่อเราถึงลานกว้างที่นั่งกรรมฐานแล้ว ก็มีพระภิกษุ และแม่ชีหลายท่าน
นิ่งรออยู่ก่อนแล้ว เราก็เข้าไปนั่งด้านหลังของฝั่งแม่ชี
ที่นี่แม้จะมีทั้งพระภิกษุสงฆ์และแม่ชีในจำนวนพอๆกัน
แต่การปฎิบัติอย่างสำรวม แบ่งแยกตามความเหมาะสมอย่างชัดเจน
ทำให้รู้สึกว่าแม้จะเป็นหญิงก็อยู่ในธรณีเดียวกับพระภิกษุสงฆ์ได้อย่างไม่อึดอัด
เพราะทุกท่านปฎิบัติ ด้วยความตื่นรู้ในสติ และสำรวม ^^
และแล้ว...เวลาแห่งหายนะ วันแรกของเราก็มาถึง จากคนที่ทำอะไรไม่เคยอยู่นิ่ง
ต้องมานั่งกรรมฐานเป็นเวลาหนึ่ง ชม. ครึ่ง ให้ยุงกัดเล่นๆ
จะตบไปก็ไอ้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ไม่เคยคิดจะมีกับยุงก็แวบเข้ามา ได้แต่ปัดให้พ้นๆ
วันแรกของการนั่งกรรมฐานจึงมีแต่ ยากันยุง ยากันยุง เต็หัวไปหมด
หลุดบ้างอะไรบ้าง บางครั้งไม่ไหวจริงๆ ก็นั่งมองพระจันทร์
ในท่ามกลางความมืดของธรรมชาติลมเย็น ซับบรรยากาศที่เงียบสงบ
(ได้ข่าวว่าเค้าให้นั่งสมาธิมานั่งดื่มด่ำบรรยากาศเฉยเลย)
กว่าคนอื่นจะออกจากสมาธิ ก็ประมาณสามทุ่มครึ่ง
ตอนพระท่านให้แผ่เมตาเราก็ขออภัยที่ปฏิบัติภารกิจได้ไม่เต็มที่
ขอโทษเจ้ากรรมนายเวรเป็นการใหญ่ 555
ตอนพระท่านให้แผ่เมตาเราก็ขออภัยที่ปฏิบัติภารกิจได้ไม่เต็มที่
ขอโทษเจ้ากรรมนายเวรเป็นการใหญ่ 555
หลังจากทำอะไรเรียบร้อยแล้วก็เข้าที่นอน
วันนี้มีศีล 5
(หมายถึงคนที่ไม่รับศีล 8 แต่มาปฎิบัติกุศลที่วัด)
มาพักด้วยสองคน ตอนแรกเราก็จะถือวิเวก แต่วิเวกคืนแรกก็แตกเสียแล้ว
เพราะมุ๊งมิ๊งกันจะไม่ไหว ฮ๋าๆ เราก็ฟังๆไป
แนะนำตัวเล็กน้อย แต่ไมได้เมาส์อะไรมากมาย
เพราะเรากะจะเคร่งเต็มที่ สำรวมวาจา
รวมถึงการไม่พูดส่อเสียด หยอกล้อกันอีกตะหาก
เราก็ไปไม่ถูก รู้สึกยังไม่เข้าใจความหมายเต็มที่
ก็เลยเงียบๆไว้ดีกว่า แต่จะว่าไปคนรอบตัวเราเขาดูไม่เคร่งกันก็เยอะ
อยากถามเหมือนกัน ว่าทำแบบนั้นแบบนี้ได้หรือ
เราก็ได้รับคำตอบแบบนิ่มๆตามฉบับมาว่า
“ใครทำอย่างไร ย่อมได้อย่างนั้น ใครจะเร่งหรือไม่ ไ
ม่มีใครรู้ แต่เรารู้ พระท่านรู้ เท่านั้นก็พอ”
เป็นอันจบทุกคำถามที่อยากจะถามต่อ 555 เพราะเราก็ตอบในใจว่า
“มันก็จริง” ทำอะไรได้แบบนั้น ใครอยากทำอะไรก็ทำได้
เตือนใจตัวเองได้ก็ดีกับตัวเอง
(หมายถึงคนที่ไม่รับศีล 8 แต่มาปฎิบัติกุศลที่วัด)
มาพักด้วยสองคน ตอนแรกเราก็จะถือวิเวก แต่วิเวกคืนแรกก็แตกเสียแล้ว
เพราะมุ๊งมิ๊งกันจะไม่ไหว ฮ๋าๆ เราก็ฟังๆไป
แนะนำตัวเล็กน้อย แต่ไมได้เมาส์อะไรมากมาย
เพราะเรากะจะเคร่งเต็มที่ สำรวมวาจา
รวมถึงการไม่พูดส่อเสียด หยอกล้อกันอีกตะหาก
เราก็ไปไม่ถูก รู้สึกยังไม่เข้าใจความหมายเต็มที่
ก็เลยเงียบๆไว้ดีกว่า แต่จะว่าไปคนรอบตัวเราเขาดูไม่เคร่งกันก็เยอะ
อยากถามเหมือนกัน ว่าทำแบบนั้นแบบนี้ได้หรือ
เราก็ได้รับคำตอบแบบนิ่มๆตามฉบับมาว่า
“ใครทำอย่างไร ย่อมได้อย่างนั้น ใครจะเร่งหรือไม่ ไ
ม่มีใครรู้ แต่เรารู้ พระท่านรู้ เท่านั้นก็พอ”
เป็นอันจบทุกคำถามที่อยากจะถามต่อ 555 เพราะเราก็ตอบในใจว่า
“มันก็จริง” ทำอะไรได้แบบนั้น ใครอยากทำอะไรก็ทำได้
เตือนใจตัวเองได้ก็ดีกับตัวเอง
จากนั้นเราก็สลบไปด้วยความเหนื่อย บนเสื่อบางๆ
กับหมอนใบเล็กๆ หลับลึกและง่ายอย่าไม่น่าเชื่อ
สำหรับวันนี้ได้แผลจากยุงไปเยอะ เรียนรู้เยอะ
กับหมอนใบเล็กๆ หลับลึกและง่ายอย่าไม่น่าเชื่อ
สำหรับวันนี้ได้แผลจากยุงไปเยอะ เรียนรู้เยอะ
..............
นอกเรื่องๆ จริงๆอยากจะเล่าให้ดูสนุกๆนะ
แต่ก็พยายามใช้คำที่ไม่รู้สึกว่า ไม่เหมาะกับการเล่าเรื่องประเภทนี้
ถ้าบางคนเบื่อ ก็ต้องขออภัยด้วยนะคะ
และขออภัย สำหรับทุกถ้อยคำ หากเป็นการแสดงให้เห็นว่าไม่ควร
ข้าพเจ้ากล่าวเพียงเพื่ออรรถรสให้การสื่อสารเท่านั้น
ขออภัย ณ ที่นี้ด้วย
แต่ก็พยายามใช้คำที่ไม่รู้สึกว่า ไม่เหมาะกับการเล่าเรื่องประเภทนี้
ถ้าบางคนเบื่อ ก็ต้องขออภัยด้วยนะคะ
และขออภัย สำหรับทุกถ้อยคำ หากเป็นการแสดงให้เห็นว่าไม่ควร
ข้าพเจ้ากล่าวเพียงเพื่ออรรถรสให้การสื่อสารเท่านั้น
ขออภัย ณ ที่นี้ด้วย
สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ ุ^^

No comments:
Post a Comment