Monday, March 31, 2014

ออก step กลางชานชลา @ shin- Aomori


สวัสดีเย็นวันจันทร์ค่าาาา


รถติดเมื่อช่วงเช้า
คงน่าหงุดหงิดน่าดูสำหรับคนทำงาน
สำหรับเรา
พรุ่งนี้ก็จะเริ่มทำงานที่ใหม่แล้ว 
เอาใจช่วยกันด้วยนะคะ ^^

วันนี้ร้อนจนอยากกลับไปวันที่หนาวมากๆ
ทำให้นึกถึง เช้าวันคริสต์มาสในปี
2555
วันที่เขาฉลองคริสต์มาสกับคู่รัก ครอบครัว
แต่เรา...

ภาพจาก tokyo - osaka /แต่บรรยากาศคล้ายๆกับตอนไปที่ hokkaido
















“โดนทิ้ง” และ “หลงทาง”

วันนี้จะเล่าเรื่อง โดนทิ้งก่อน
ประสบการณ์การไปต่างประเทศ

ครั้งแรกในชีวิต และคนเดียว.. 
 ณ ชานชลา shinkansen สถานี shin-Aomori(ชินอาโอโมริ)
เวลาเที่ยงคืน คริสต์มาสอีฟ

เหตุเกิดเพราะ เราจองตั๋วรถไฟระยะสั้น
ตามข้อมุลที่เราหาข้อมูลทาง Hyperdia
คิดว่าไม่ควรออกนอกลู่ทางที่เราวางแผนไว้
เพราะต้องต่อรถไฟไปยัง Sapporo

เราลงจากรถไฟมา ความรู้สึกแรก
คือ..ความเยือกแข็งก็เกระดูก
มองไปไกลๆ เห็นพื้นเป็นสีขาว


นั่นคือหิมะแรกในชีวิต..
มันก็น่าดีใจและอยากลงไปเล่นอยู่หรอกนะ
ถ้ามันไม่อยู่ในสถานการณ์ที่เร่งรีบในสถานี
จริงๆพอลงรถแล้ว เห็นหลายคนลงไปแล้วขึ้นรถไฟต่อทันที


ด้วยความที่เราซื่อ(บื้อ) หรือซื่อสัตย์ 
ต่อบัตรจองรถไฟที่จองมาก็ไม่รู้ 
ไม่ยอมขึ้น จะรอเที่ยวที่เราจองเท่านั้น
กระทั่งทุกคนทิ้งเราไปหมด 

ไม่เหลือแม้แต่คนเดียว

ณ จุดๆนั้น...  

“ความเหงาในวันคริสต์มาสอีฟ” มันเป็นแบบนี้นี่เอง
ตัวคนเดียว เงียบสงัด ในเวลาเที่ยงคืน
อินได้ไม่นาน ก็มีนายสถานีมาบอกว่า 

คนที่ขึ้นชินคังเซนจากโตเกียว
ขึ้นรถไฟต่อคันนี้ได้เลยครับ(เงิบไปเรยทีเดียว)
555

หมดอารมณ์เหงาทันที เพราะเงิบไปสามสิบวิ
หลังจากนั้นก็ไม่มีเวลาเศร้าเสียใจอีก เพราะว่า
ลมหนาวพัดตัวจะปลิวแล้ว
==


อากาศติดลบไม่เคยเจอ พอมาเจอ ที่กำบังก็ไม่มี
สุดท้าย คิดได้ว่า เอาวะ ไม่มีเสื้อกันหนาว
ก็ต้องให้มีการเผาผลาญพลังงาน(คิดแบบมีหลักการมาก)


และแล้วเร็เริ่มออก “step”  กันรัวๆ
step จริงๆนะ แต่เป็นการบริหารร่างกาย
กางแกนขา เตะแขนขา 

แต่ตาเราก็ชะเง้อชะแง้ดูว่ามีคนมามั้ย
พอเขาเดินมาก็ทำท่าเดินไปเดินมา 

กลัวเขาหาว่าบ้า โฮ่วว

บางทีก็แอบตามเสา 

(ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจะแอบทำไม)
15 นาทีมันยาวมากจริงๆ ตอนนั้น 

สุดท้ายรถไฟก็มา พ้นสภาพคนบ้า ซักที ฮ๋าๆ

ตอนนั้นแอบเจ็บใจ
 Hyperdia มาก
แต่มานั่งคิดดู สำหรับครั้งแรก 

มันก็เป็นที่พึ่งที่น่าเชื่อถือที่สุดแล้ว


ระบบทางอินเทอร์เน็ต เป็นเพียงข้อมูลพื้นฐาน
แต่ในความเป็นจริง มันอาจจะมีวิธีที่ดีกว่า 

หรือวิธีการที่ง่ายกว่า


ท้ายที่สุด เราต้องมีแผนสำรองให้กับทุกๆอย่าง
ที่เรารู้ อย่าหวังพึ่งแต่อินเทอร์เน็ต 

แต่ที่พึ่งที่ดีทีสุดคือ ตัวเรา

ถ้าเตรียมตัวให้พร้อมต่อทุกอย่าง
สิ่งรอบข้างเป็นเพียงสิ่งเสริมความสะดวกสบาย
เราให้มันแบ่งเบาเราได้ 

แต่อย่าให้ชีวิตเราขึ้นอยู่กับมัน
สำหรับวันนี้...
บะบาย
^^

ปล. คราวหน้าเราจะพูดถึงเรื่อง หลงทางกันต่อ จุดหมายคือ ซัปโปโรนะจ๊ะ









Saturday, March 29, 2014

นั่งเครื่องบินแบบประหยัดและบุคลิกดี!

สวัสดีค่าาา

เพราะวันนี้เป็นวันหยุดที่มีอันน้อยนิด
เราจึงมีเวลารำลึก ความระทึกเล็กๆน้อยๆ
กับการผจญภัยแบบปั๊มๆเป๋อๆ กัน


นึกย้อนไปถึงการเดินทางไปญี่ปุ่น
ล่าสุดซึ่งน่าประทับใจ 

น่าเอามาประดับบนฝาบ้าน อย่างแรง

ประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
หนีร้อนจากไทยไปพึ่งเย็นที่ญี่ปุ่น
ก็ช่วงที่มีพายุหิมะนั่นแล...


เราเริ่มต้นท่องเที่ยว โดยต้องเข้า Check-in ตั้งแต่ 05:00
ออกจากบ้าน04:30 แทบขาลากตั้งแต่ยังไม่ถึงสนามบิน
เนื่องจากมีม๊อบมาปิดทางผ่านที่จะไปสนามบิน
สุดท้ายต้องก็ได้ทรงซุปเปอร์ไซย่ากับรถเมลล์รถแอร์กี่ =[]!//

เพราะแทกซี่ไม่กล้าเข้ามา ผ่านทางที่ม๊อบเขาปิดกัน

มาถึงในสภาพ เหมือนคนผ่านสรภูมิ

สนามบิน คนก็มหาศาลยิ่งกว่าแจกของฟรี
เราชะล่าใจ ว่าเช็คอินในเว็บแล้วคงเรียบร้อย

แต่สุดท้าย
Boarding pass  ที่ปริ้นมาดันใช้ไม่ได้
พนักงานไม่ให้เข้าเกทซะงั้น
สุดท้ายต้องไปขอ รีปริ้น ที่เค้าเตอร์หมือนเดิม
แล้วจะ 
Check-in ทางเน็ตเพื่อ... ==

ณ เวลานี้ สุดท้ายแม้แต่ข้าวก็ไม่ได้แตะ น้ำอย่าได้พูดถึง
เพราะผิดแผนตั้งแต่เรื่องตั๋วแล้ว
กว่าจะทำอะไรเสร็จก็แทบจะวิ่งขึ้นเครื่อง

เนื่องจากเครื่องบิน เป็นเครื่องเล็ก
ก็ไม่มีออฟชั่นบริการไรเยอะแยะ
คิดว่าเดี๋ยวต้องไปต่อเครื่องแล้ว
เราก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรมากเพราะบินแป๊บเดียว
เหมือนนั่งรถจากที่ทำงานกลับบ้าน

พอมาถึงที่ต่อเครื่องจากที่เราคิดว่า แค่ไม่กี่ ชม.
แต่ถ้ารวมๆกับตอนอยู่สนามบินไม่มีอะไรตกถึงท้อง
จะมาแลกเงินในประเทศที่เราอยู่ไม่เกิน
10 ชม.ก็นะ..
ก็ทนกันไป ไม่ได้แตะไรเรย
เพราะเขาไม่รับเงิน Yen


เรื่องระทึกเรื่องที่2 คือ...ราคาบินแบบไม่แพง
บริการทุกอย่างต้องซื้อ(เกิดมาพึ่งเคยนั่งแบบนี้)
รู้ซึ้งถึงความทรมานอย่างแท้จริง บิน
7 ชม.

ไม่มีอาหาร ไม่มีน้ำ ไม่มีผ้าห่ม ไม่มีอะไรเลย 

มีเพียง “ที่นั่งปรับบุคลิกภาพ”
เอ้าอี้ขนาดพอดีตัว เอนได้สูงสุด ไม่เกิน 3
0 องศา==’’
รวมๆแล้ว ไม่ได้ กินน้ำ อาหาร... 

และต้องสภาพอึดอัด สิริรวมประมาณ 10 ชม.

บางคนถามว่า ทำไมไม่ซื้อบนเครื่องล่ะ
เพราะเจ็บแค้น ล้วนๆ
เพราะ ถ้าซื้อบริการทุกอย่าง
ราคารวมพอๆกับบินตรง 

แบบนั้นบินตรงไม่ดีกว่าเหรอ
จะมาทนทรมานต่อเครื่องทำไม..


ขากลับเราจึงซื้อข้าวกล่องและน้ำ(มีตู้หยอดในเกท)
จึงไม่ต้องทนกับความอดอยากบนเครื่อง
แต่เที่ยวบินที่กลับจาก ประเทศเพื่อนบ้าน
ตอนเก็บกระเป๋าโดนแอร์กระชากกระเป๋าไปจากมือ

โดยไม่มีการขออนุญาตใดๆทั้งสิ้น
และไม่มีขอโทษด้วย
ไม่ไปไม่รู้จริงๆ  ประสบการณ์ สุดแสนทรมาน
กลับมาถึงไทย สาบานได้ว่าจะไม่นั่งสายการบินนี้อีก
แถมต้องเสียค่าหมอ เพราะนั่งเครื่องนาน หูดับไปอีก

ถือเป็นประสบการณ์ที่ไม่เคยลอง ได้ลอง
ครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย
รู้สึกดีที่สามารถเอาชีวิตรอดมาได้
คราวหน้าจะได้ไตร่ตรอง ว่าควรจเลือกบินแบบไหน

ทริปคราวนี้ ตอนแรกโมโหมาก แต่ท้ายที่สุด
ก็ปลงว่า อย่าเห็นแก่ของถูก
แล้วไปทรมานตัวเองบนเครื่องหลายๆ ชม.
ร่างกายเรา เป็นอะไรไปไม่คุ้มกัน  


อาจจะเป็นเพียงความเห็นส่วนตัว
บางท่านอาจจคิดว่าไม่ได้มีปัญหาอะไร
การเลือกสิ่งที่เหมาะกับตัวเราดีที่สุดค่ะ
^^

บะบายยยย...








ไปเป็นเด็กดอยบน "ดอยวาวี" DoiWavee


สวัสดีทุกท่าน 

บทความนี้เป็นบมความฉบับแรกที่เขียนลงบล๊อคนี้
วันนี้เราจะไปเที่ยวดอยกันนะ 
^^

หลายท่านอาจจะรู้จักกาแฟดอยช้าง รู้จักดอยแม่สลอง
แต่ไม่ค่อยรู้จัก “ดอยวาวี” กันเท่าไหร่
ทั้งที่ ดอยวาวี มันอยู่ข้างๆดอยช้างที่เรารู้กันน่ะแหละ

แนะนำกันซักหน่อย "ดอยวาวี"
อยู่ใน ต.วาวี อ.แม่สรวย จ.เชียงราย
เป็นหมู่บ้านของชาวจีนฮ้อ


ระหว่างทางไปหมู่บ้านในดอยวาวี












พระอาทิตย์ใกล้มากแต่อากาศก็เย็นมาก













ดอยค่อนข้างอยู่ในหลืบมากจริงๆ 
การขึ้นดอยวาวีสามารถขึ้นได้สองทาง
คือทาง อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ และฝั่ง จ.เชียงราย
หลายคนที่เข้าทางเชียงราย
จะผ่านดอยช้างก่อน แล้วจะมาถึงดอยวาวีนะจ๊ะ
(จากคำบอกเล่าจากคนที่มาจากดอยช้างแล้วเลยมาที่ดอยวาวี)


ทางขึ้นขอบอกเลย...
น่าตื่นเต้นแปลกไปจากการขึ้นดอยปกติที่เราเคยขึ้น
เพราะปกติ เราจะเลียบด้านข้างตะเข็บเขา
แต่การขึ้นดอยวาวี จะตัดถนนจากตีนเขา
แล้วขึ้นไปตามสันเขาบนยอดดอย


ไต่ตั้งแต่ดอยเล็กๆขึ้นไปดอยสูงๆ ไม่มีขึ้น ลง 
ตามเขาทีละลูก
แต่มันมีแต่ ขึ้น ขึ้น และขึ้น อย่างเดียว!


สองข้างทางไม่มีป่า แต่จะมีตั้งแต่ไร่ข้าวโพด ไร่ลิ้นจี่ ไร่ส้ม
ขึ้นดอยไปเรื่อยๆ เมื่อไหร่ที่คิดว่า...
ยังมีคนอยู่ในหลืบดอยขนาดนี้อีกเหรอ นั่นแหละ ใกล้ถึงแล้ว

ครั้งแรก เจ้าถิ่นบอกเราว่า “ขับรถแค่สามสิบนาทีก็ถึง”
30 นาที อุปมาเหมือน กิโลแม้วดีๆนี่เอง
ขับไปจริงๆ ประมาณ
1ชม. ก็ถึงที่หมาย
วันนี้มีเปิดเทศกาลชิมชาของชาวดอยวาวีด้วยล่ะ


ไร่ชาไม่มีรั้วกั้น ตอนถ่ายรูป ควรขออนุญาติก่อนนะคะ เจ้าขอใจดีด้วย













ในดอยวาวี คือเมืองดีๆนี่เอง เพราะมีทุกอย่าง 
ตั้งแต่ ร้านค้า ปั๊มน้ำมัน ธนาคาร โรงเรียน(จีน) 
โรงพยาบาล คนส่วนใหญ่ที่นี่เป็นชาวจีนฮ้อ 
ภาษาที่ใช้กันในท้องถิ่น จึงใช้ภาษาจีน และภาษากลาง 

งานนี้จัดทีลานกลางหมู่บ้าน ก็จะมีเจ้าของสวนชามาออกร้านชา 
ให้คนชิมกัน ใครถูกใจก็มีให้ซื้อหา เป็นของฝาก

บนเวทีก็จะมีงานแสดงของเด็กๆในหมู่บ้าน 
อารมณ์เหมือนหลงมาเมืองจีนเลยล่ะ
แต่ขึ้นชื่อว่าคนจีน เราอาจจะคิดถึงกลุ่มทัวร์จีน

แต่ที่นี่ ชาวจีนฮ้อที่มีกิริยามารยาทเหมือนคนเหนือ

เป็นงานที่ สบายๆ ไม่มีการเอะอะโวยวาย ไม่มีแอลกอฮอล์
ทุกอย่างเรียบง่ายแต่มีเสน่ห์

หลังจากเราไปชมงานกันเรียบร้อย ชิมชาให้ร่างกายอุ่นกันแล้ว
ก็มาเยี่ยมสวนชากันค่ะ ทุกบ้านในหมู่บ้าน 

จะมีต้นชาอยู่รอบๆบ้านค่ะ ทุกบ้านจริงๆ

ร้านอาหารจีน เป็ดปักกิ่งก็มีนะคะ 
















หลังจากนั้นก็ไปเที่ยวรีสอร์ทกัน โดยเฉพาะห้องอาหารตรงห้องโถง
เหมือน “โรงเตี๊ยม” ในหนังจีนเลยล่ะ
ใครอยากสัมผัสอารมณ์แบบหนังจีน 
จิบชาอุ่นๆ ในอากาศเย็นๆ ถ้ามีคนเล่นดนตรีนี่มันใช่เลย!
มีโต๊ะนั่งชิมชา ชมทะเลหมอกด้วย 

เดินเล่นในสวนชาก็ได้ ฟินเบาๆ ^^


ลานนั่งเล่น มอขึ้นไปจะเป็นสวนชาเขียวขจี












 


รถยนต์ส่วนตัว
ใช้เส้นทางเดียวกับทางไปดอยช้าง แต่ขับไปตามถนน รพช. บ้านตีนดอย - บ้านใหม่หมอกจ๋าม ระยะทาง 55 กม.เป็นทางลาดยาง คดเคี้ยวขึ้นดอย ผิวถนนเป็นหลุมบ่อ ผ่านทางแยกขึ้นดอยช้าง บ้านทุ่งพร้าว บ้านห้วยไคร้ จากนั้นเป็นถนนลูกรัง อีก 13 กม. จนถึงบ้างโป่งกลางน้ำ จากนั้น เป็นทางลาดยางอีก 20 กม. ผ่านด่านตรวจของ ตชด. ที่ 237 รร.วาวีวิทยาคม หมู่บ้านวาวีอยู่ซ้ายมือ เป็นชุมชนใหญ่เห็นได้ชัดเจน


รถประจำทาง 
รถ 2 แถวสีเหลือง สาย แม่สรวย - วาวี 
ขาไป : อยู่หน้าที่ว่าการอำเ๓อ แม่สรวย
ขากลับ: หน้าร้านชาศิริภัณฑ์
เวลาทำการ: 08:00 -17:00 รอบรถขึ้นอยู่กับปริมาณ ผู้โดยสาร
ราคา: 50 บาท



ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.paiduaykan.com/76_province/north/chiangrai/doiwavee.html

Introduction.แนะนำตัว^^




สวัสดีค่า
แนะนำผู้เขียนซักนิด

ชื่อ: จิราภรณ์ แสงเป็ก
ชื่อเล่น: ปอย
อาชีพ: พนักงานบริษัทเอกชน
สถานที่ท่องเที่ยวที่ชื่นชอบ: ประเทศญี่ปุ่น, อังกฤษ, อียิปต์ ฯลฯ
งานอดิเรก: อ่านหนังสือ ทำอาหาร ท่องเที่ยว เล่นกีฬา                                  

เกี่ยวกับบทความ
ส่วนใหญ่งานเขียนเราจะเน้นการหยิบยกเรื่องเล็กน้อย
ในชีวิตประจำวันมาเขียน เน้นแบ่งปันประสบการณ์
ทั้งดีและไม่ดี อาจมีความรู้สอดแทรกเล็กน้อย


ยังไงก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ
แนะนำตัวกันเท่านี้เน๊อะ บะบาย~